ตัวแทนผู้เสียหายจากกรณีทุจริตและบริหารงานของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในพื้นที่อำเภอวาปีปทุม กว่า 100 คน ร้องเรียนต่อตัวแทนผู้ว่าฯ มหาสารคาม ขอให้เร่งแก้ไขปัญหา หลังพบความเสียหายสะสมกว่า 1,400 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อสมาชิกกว่า 1,000 ราย
วันที่ 26 ก.พ. 2569 นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ทำหน้าที่ที่ปรึกษากฎหมายและผู้ประสานงานเครือข่ายผู้เสียหาย ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางการบริหารทั่วไป แต่มีลักษณะเป็นความเสียหายเชิงระบบ และอาจเกี่ยวข้องกับความบกพร่องด้านการกำกับดูแลในหลายระดับ จึงจำเป็นต้องให้ระดับจังหวัดเข้ามาบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน

ในหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนเครือข่ายระบุว่า การแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในเขตเทศบาลตำบลวาปีปทุม ซึ่งทำหน้าที่นายทะเบียนท้องที่ ยังเป็นไปอย่างล่าช้า การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของสมาคมไม่คืบหน้า ขณะที่ผู้เสียหายจำนวนมากยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม
เครือข่ายเสนอข้อเรียกร้องเร่งด่วน 4 ประการ ได้แก่ การแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีที่เป็นกลางภายใน 15 วัน โดยต้องไม่เป็นกรรมการชุดเดิม และควรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก การตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงระดับจังหวัด เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การบูรณาการตำรวจภูธรจังหวัดร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดทรัพย์สิน รวมถึงการกำหนดแนวทางเฉลี่ยคืนทรัพย์สินให้สมาชิกในฐานะเจ้าหนี้เป็นลำดับแรก

นางหนูไกร อายุ 55 ปี ชาวบ้านหนองแวง ตำบลโพธิ์ชัย เปิดเผยว่า ตนส่งเงินเข้าสมาคมจำนวน 3 สัญญา หลังบิดาเสียชีวิตมากว่า 3 ปี แต่ยังไม่ได้รับเงินสงเคราะห์ ต้องขายวัว 4 ตัว เพื่อนำเงินมาส่ง รวมกว่า 10,000 บาท
ขณะที่ บางครอบครัวนำเงินผู้สูงอายุส่งเข้าสมาคมฯ หวังมีเงินไว้จัดการงานศพ แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับไม่ได้รับเงิน ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนอย่างหนัก


พลตำรวจเอก สุมิตร นันสถิตย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวาปีปทุม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเข้าให้ปากคำแล้วประมาณ 1,600 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว กลุ่มที่ได้รับเงินบางส่วน กลุ่มที่ยังไม่ได้รับเงินเลย และกลุ่มที่ส่งเงินแล้วแต่ยื่นขอคืนเงิน และคดีอยู่ระหว่างการต่อสู้กันในชั้นศาล

ด้านนายรณณรงค์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองสิทธิของสมาชิกเป็นสำคัญ พร้อมระบุว่า เครือข่ายจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงผลักดันให้หน่วยงานของรัฐเร่งหามาตรการนำเงินกลับคืนสู่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

















