กรมวิชาการเกษตร เปิดเทคโนโลยีการให้แคลเซียมโบรอน ยกระดับคุณภาพมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก
กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยเทคโนโลยีการให้แคลเซียมโบรอนทางใบเพื่อยกระดับคุณภาพมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง หนึ่งในไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่เกษตรกรหลายพื้นที่นิยมปลูก เนื่องจากให้ผลตอบแทนดี ปลูกได้หลากหลายสภาพพื้นที่ และเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของมะม่วงไทยในตลาดโลก

แหล่งปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่สำคัญกระจายอยู่ทั่วภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือของประเทศ โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เวียดนาม และลาว สร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 4,716 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญคือการขนส่งทางเรือ ซึ่งแม้จะขนส่งได้ปริมาณมากและมีต้นทุนต่ำ แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน ทำให้ผลผลิตมีความเสี่ยงสูญเสียคุณภาพก่อนถึงตลาดปลายทาง เกิดอาการเปลือกสีน้ำตาลและเนื้อฉ่ำน้ำ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคปลายทาง กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ไข กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ได้พัฒนางานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเทคโนโลยีการให้แคลเซียมโบรอนทางใบ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองให้แก่เกษตรกร

ดร.ภาณุมาศ โคตรพงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีการให้ปุ๋ยทางใบด้วยแคลเซียมโบรอน ที่ความเข้มข้น 0.5% พ่นทั่วทั้งต้น ในช่วงผลมีอายุ 30, 45 และ 60 วันหลังดอกบาน ซึ่งเป็นการให้แคลเซียมในระหว่างการพัฒนาของผล ผลการทดลองพบว่า วิธีนี้สามารถขยายขนาดผลและให้ผลผลิตสูงถึง 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับวิธีที่ไม่ให้แคลเซียมโบรอนทางใบ โดยมีต้นทุนค่าปุ๋ยและค่าแรงในการพ่นสารเพียง 2,300 บาทต่อไร่

นอกจากช่วยขยายขนาดผลและเพิ่มผลผลิตต่อไร่แล้ว การให้แคลเซียมโบรอนทางใบยังช่วยลดการสูญเสียคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวได้หลายด้าน ทั้งชะลอการเปลี่ยนสีผิวผล ลดการเกิดโรคระหว่างขนส่ง ยืดอายุการเก็บรักษา และเสริมความแข็งแรงของเปลือกและเนื้อผลให้ทนทานต่อแรงกระแทกจากการขนส่งทางไกล ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพด้านรสชาติ ทั้งความหวานและปริมาณวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

ดร.ภาณุมาศ ระบุเพิ่มเติมว่า ข้อควรระวังในการใช้เทคโนโลยีนี้คือ ควรหลีกเลี่ยงการพ่นแคลเซียมโบรอนในช่วงกลางวันที่มีแดดจัด โดยแนะนำให้พ่นในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้นมะม่วงมีประสิทธิภาพในการดูดซึมสารเข้าทางใบได้ดีที่สุด

งานวิจัยนี้ได้นำไปทดสอบในแปลงเกษตรกรที่ผลิตเพื่อการส่งออกในหลายพื้นที่ และตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตรมีแผนขยายผลงานวิจัยนี้สู่เกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์ต่อไป เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ แก้ไขปัญหาคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรองรับการขยายตลาดส่งออกทั้งด้านปริมาณและมูลค่า

จากงานวิจัยสู่ผืนดินของเกษตรกร เทคโนโลยีการให้แคลเซียมโบรอนทางใบ ไม่เพียงยกระดับคุณภาพมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองให้ทัดเทียมมาตรฐานตลาดโลก แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญที่กรมวิชาการเกษตรตั้งใจส่งต่อให้เกษตรกรไทย ได้เติบโตอย่างมั่นคงบนเส้นทางการส่งออกที่ยั่งยืน

เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยีนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชสวน กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร 02-940-6364 หรือ Facebook: กวป. กรมวิชาการเกษตร - pprdd - doa















