"นายกเฮง-นวพร" ได้ประกันคนละ 2 แสน คดีเรียกเงินโกงสอบ ด้าน "บิ๊กเต่า" เชื่อ ป.ป.ช.จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้ ส่วน 57 คนที่จ่ายเงินและสอบได้ รู้แล้วเป็นใครบ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมให้ลาออก หรือสั่งให้ออกจากราชการ

วันที่ 28 สิงหาคม จากกรณีการจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” อดีตนายก อบต. ใน จ.ศรีสะเกษ และเป็นอดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย รวมทั้งนางนวพร เจ้าหน้าที่ อบต.แห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ 2 ผู้ต้องหาในคดีทุจริตเรียกรับเงินสินบนวิ่งเต้นสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ในความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามทุจริต มาตรา 175 โดยยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท เพื่อขอประกันตัวในชั้นสอบสวน

แนวทางการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มีพฤติการณ์ในการเดินสายหาผู้สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทน โดยเฉพาะนางนวพร ถือเป็นตัวกลางสำคัญที่เป็นนายหน้าในการหาคน แต่ปรากฏว่าได้ไปหาคนมาสอบเกินโควต้าที่กำหนดไว้ จึงทำให้มีผู้ที่สมัครสอบไม่ผ่านกว่า 40 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ได้มีผู้เสียหายมาแจ้งความกับตำรวจ บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยรายละเอียดหลังการจับกุมและสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 รายว่า ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งนายเฮงยังให้การภาคเสธ แต่ก็ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยข้อมูลบางส่วนเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ต้องหาที่เคยถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยพนักงานสอบสวนได้นัดหมายผู้ต้องหามาให้การเพิ่มเติม และนำหลักฐานมาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 8 กันยายน นี้

สำหรับแนวทางการสอบสวนพบว่า รูปแบบขบวนการนี้มีการทำงานที่เป็นระบบ โดยมีแผนประทุษกรรมคล้ายกัน มีพฤติการณ์เปิดรับโควตาผู้ที่อยากรับราชการส่งขึ้นไปเป็นเส้นสาย ซึ่งพบว่ามีลักษณะเช่นนี้กระจายอยู่หลายจังหวัด

ส่วนกรณีที่มีคำถามจากสังคมว่า ทำไมถึงให้ประกันตัวผู้ต้องหา พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ระบุว่า คดีที่จังหวัดศรีสะเกษมีผู้เสียหายมาร้องเรียนเบื้องต้นเพียง 1 คน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 650,000 บาท ซึ่งตามข้อกฎหมาย หากไม่ให้ประกันตัวจะมีเวลาควบคุมตัวทำสำนวนเพียง 48 วัน แต่หากปล่อยตัวชั่วคราว พนักงานสอบสวนจะมีเวลาทำงานถึง 6 เดือน ทำให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น อีกทั้งในทางกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์มีสิทธิ์ประกันตัวเพื่อไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

และจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า มีผู้เสียหายที่ไปแจ้งความตามโรงพักต่างๆ อีกกว่า 40 คน และเมื่อรวมข้อมูลทั้งหมดคาดว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อมากกว่า 100 คน ในจำนวนนั้นมี 57 คน ที่จ่ายเงินและได้ตำแหน่ง ส่วนอีกกว่า 40 คน เป็นกลุ่มที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้เงินคืนและไม่ได้ตำแหน่ง ซึ่งผู้เสียหายกลุ่มนี้ให้การว่าได้นำเงินสดไปมอบให้นายเฮง

ส่วนขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีทุจริตเกี่ยวกับการรับราชการ สำนวนใหญ่จะอยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งปัจจุบัน ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งพลตำรวจตรีประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และพลตำรวจตรีพัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ร่วมเป็นคณะไต่สวนด้วย ทำให้การประสานข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้เสียหายที่ต้องการความรวดเร็วสามารถเดินทางมาร้องเรียนกับตำรวจ บก.ปปป. หรือกองปราบฯ ได้ทันที โดยตำรวจจะทำคดีคู่ขนานควบคู่ไปกับ ป.ป.ช.

พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ยืนยันว่า การทำงานของ ป.ป.ช. จะสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้ ซึ่งเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะสามารถขยายผลไปถึงผู้บริหารระดับกรมได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังเตรียมขยายผลไปยังตัวละครใหม่ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มของนายพิชิต หนึ่งในผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่นที่เคยถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้ โดยไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เพราะเป็นข้อมูลทางการสืบสวน

สำหรับกลุ่มบุคคลที่ใช้เส้นสายจนได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการไปแล้ว ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าใครเป็นใคร และอยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการให้ลาออกหรือสั่งให้ออกจากราชการ และยืนยันอีกว่า คดีนี้ไม่มีแรงกดดันหรือการแทรกแซงทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา