รวบแล้ว! ที่แท้ลูกจ้างโรงพยาบาล ขโมยเครื่องช่วยหายใจ 35 เครื่องไปขาย พบนำเครื่องไปขายให้เอกชนแห่งหนึ่ง
จากกรณีวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.เมืองเลย รับแจ้งจากชาวบ้านลงหาปลาในแม่น้ำเลย บริเวณสะพานบ้านใหม่ เชื่อมกับบ้านฟากเลย ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย ว่าพบชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์อยู่ในน้ำ เมื่อนำขึ้นมาตรวจสอบพบเป็นชิ้นส่วนเครื่องช่วยหายใจที่หายไปจากโรงพยาบาลเลย ขณะเดียวกันยังได้พบชิ้นส่วนลักษณะเดียวกันอยู่ที่บริเวณสะพานบ้านขอนแดง รวมเป็น 5 ชุด
ต่อมาเจ้าหน้าที่รับแจ้งพบชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ทิ้งอยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำฮวย ริมถนนมะลิวรรณ ต.นาโป่ง อ.เมืองเลย อีก 9 ชุด

ตำรวจ สภ.เมืองเลย ยังรับแจ้งจากประชาชนพบชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจเพิ่มอีก 2 ตัว บริเวณสะพานข้ามลำห้วย บ้านแหล่งควาย ต.นาอาน อ.เมืองเลย รวม 17 เครื่อง จากทั้งหมด 35 เครื่องที่หายไป โดยมีผู้ที่รับซื้อได้ติดต่อขอคืนเครื่องช่วยหายใจแล้ว 4 เครื่อง
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองเลย จับกุมนายชินวัตร อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.ห้วยส้ม อ.ภูกระดึง จ.เลย ขณะกำลังเตรียมจะหลบหนี หลังจากนั้นนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองเลย โดยมีพล.ต.ต.วีระเดช เลขะวรกุล ผบก.ภ.จว.เลย พ.ต.อ.วรชัย บางยี่ขัน ผกก.สภ.เมืองเลย และนพ.นพดล พิษณุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย ร่วมกันสอบสวน

พล.ต.ต.วีระเดช เปิดเผยหลังการสอบสวนว่า เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง แต่จำนวนเครื่องมือทางการแพทย์ที่ขโมยไปนั้น ผู้ต้องหาให้การยอมรับเป็นบางส่วน ขณะที่ของกลางที่มีผู้ซื้อไปนั้น มีบางคนติดต่อขอส่งคืนมาแล้ว 4 ราย ส่วนที่เหลือตำรวจจะดำเนินคดีข้อหารับของโจร หลังจากนี้จะทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่าก่อเหตุเพียงคนเดียว
ด้าน นพ.นพดล เปิดเผยว่า เริ่มได้รับทราบเรื่องนี้เมื่อประมาณเดือนม.ค.2569 หลังการตรวจสอบอุปกรณ์พัสดุตามปกติ พบมีอุปกรณ์ทางการแพทย์บางส่วนหายไป จึงเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด พบผู้ก่อเหตุเป็นลูกจ้างในโรงพยาบาลเอง ก่อเหตุเพียงคนเดียว จึงมอบหมายให้นิติกรของโรงพยาบาลเข้าแจ้งความดำเนินคดี เมื่อลูกจ้างรายนี้ทราบเรื่อง กลัวความผิด จึงนำขาและส่วนประกอบเครื่องช่วยหายใจไปทิ้ง เพื่อทำลายหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุนำเครื่องไปขายให้เอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนมูลค่าความเสียหายขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมิน ซึ่งเครื่องช่วยหายใจที่ถูกขโมยไปรวมกว่า 35 เครื่อง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องสำหรับการเคลื่อนที่ หรือติดตั้งในรถฉุกเฉิน จึงไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการผู้ป่วยทั้งในและนอกของโรงพยาบาลเลย ยังคงให้บริการได้ตามปกติ หลังจากนี้จะมีมาตรการป้องกันและตรวจสอบการใช้เครื่องมือทางการแพทย์อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก

















