ปฏิบัติการอีก 3 จุด เจอเฮโรอีนซุกกระเป๋าผ้า เสื้อ และแจกัน เครือข่ายเดียวกับจ้างวาน "มีนา" หิ้ว ทราบหัวขบวนเป็นชาวลาว ส่วนปลายทางที่ออสเตรเลียเป็นคนไทย 2-3 ราย

วันที่ 2 ก.ค. 2569 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้แถลงความคืบหน้าในคดีของ “มีนา" แอร์โฮสเตสสาวที่ถูกตำรวจออสเตรเลียจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดประเภทเฮโรอีนเข้าประเทศ โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้มุ่งเน้นการขยายผลเพื่อกวาดล้างผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการและตัวการสำคัญทั้งหมด อย่างไรก็ตามเพื่อประโยชน์ต่อรูปคดีที่ยังต้องขยายผลต่อเนื่อง จึงยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดชื่อและนามสกุลจริงของตัวละครบุคคลที่เกี่ยวข้องในขณะนี้

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เล่าว่า หลังเกิดเหตุดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ส. ได้วิเคราะห์ข้อมูลการข่าวเชิงลึกในกลุ่มเครือข่ายที่เป็นผู้ส่งยาเสพติดไปยังกลุ่มประเทศปลายทาง โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย จนกระทั่งพบเบาะแสของเครือข่ายขบวนการนี้ ซึ่งมีประวัติพฤติการณ์การกระทำความผิดเชื่อมโยงมาตั้งแต่ปี 2568 และได้สืบสวนติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

จากการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นและจับกุมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 3 จุดสำคัญ คือ จุดที่ 1 (วันที่ 30 มิถุนายน 2569) ในพื้นที่บางเขน-หลักสี่ เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางเป็นเฮโรอีน น้ำหนัก 8 กิโลกรัมเศษ ซึ่งถูกซุกซ่อนอย่างแนบเนียนไว้ในกระเป๋าผ้าสำหรับแขวนผนัง หลังจากจุดแรกนี้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งขยายผลแกะรอยเส้นทางการจัดส่งพัสดุของขบวนการทันที

จุดที่ 2 (วันที่ 1 กรกฎาคม 2569) คือ ในพื้นที่ซอยรางน้ำ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นและสามารถตรวจยึดเฮโรอีน น้ำหนัก 9 กิโลกรัมเศษ โดยพบพฤติการณ์การซุกซ่อนอยู่ในเสื้อกันหนาว และในห่อผลิตภัณฑ์กาแฟ โดยมีปลายทางเตรียมจัดส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย

จุดที่ 3 (วันที่ 1 กรกฎาคม 2569) ในพื้นที่รามคำแหง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและพบเฮโรอีน 6.23 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าไทยสีชมพู แต่จุดนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากสองจุดแรก เนื่องจากพัสดุดังกล่าวมีปลายทางเตรียมจัดส่งไปยังประเทศไต้หวัน

เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุถึงแผนประทุษกรรมของกลุ่มอาชญากรรมนี้ว่า ยาเสพติดทั้งหมดจะถูกลักลอบนำเข้ามาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่น่าสนใจคือกระบวนการ "แพ็กเกจจิ้ง" หรือการบรรจุซุกซ่อนยาเสพติดลงไปในสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ชา กาแฟ หรือแจกัน ทั้งหมดนี้ถูกทำสำเร็จรูปมาจากนอกประเทศแล้ว

เมื่อสิ่งของเหล่านี้ข้ามชายแดนมา จะมีการจ้างวานคนไทยให้ทำหน้าที่ส่งต่อพัสดุจากต้นทางแถบชายแดน เช่น อำเภอเชียงคาน ลงมายังพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งต่อให้กลุ่มบุคคลที่เป็น "คนกลาง" หรือกลุ่มรับหิ้ว ซึ่งมีหน้าที่นำยาเสพติดเหล่านั้นถ่ายใส่กระเป๋าเดินทางของตัวเองและนำพาไปยังประเทศปลายทาง หากมองด้วยตาเปล่าภายนอกหรือมองโดยผิวเผินจะไม่สามารถทราบได้เลย เนื่องจากซุกซ่อนอยู่ในลักษณะสอดไส้ด้านใน เช่น ในผ้าพรม ซึ่งขณะนี้ทาง ป.ป.ส. รู้ตัวเจ้าของและผู้บงการที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดแล้ว

จากการบูรณาการร่วมกันเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ร่วมกับ กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวบุคคลที่ทำหน้าที่จัดส่งพัสดุจากเชียงคานลงมายังกรุงเทพมหานครได้แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการขยายผล

นอกจากนี้ ด้วยความห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและให้คำแนะนำ เลขาธิการ ป.ป.ส. จึงได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมประชุมเพื่อรับคดีนี้เป็น "คดีพิเศษ" เนื่องจากเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่มาก ทำงานเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ทั้งการหลอกลวง การโอนเงิน การนำพา และการบรรจุ ซึ่ง DSI มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงศักยภาพในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในส่วนของปลายทางนั้น สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานตรงไปยังตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) เพื่อให้ดำเนินมาตรการสืบสวนและจัดการกับบุคคลปลายทางที่รอรับของ ซึ่งเบื้องต้นพบรายชื่อเป็นคนไทยประมาณ 2-3 ราย เช่นเดียวกับทางไต้หวัน ซึ่งมีความร่วมมือทางการข่าวที่ดีเยี่ยมและกำลังเร่งติดตามเป้าหมายเช่นกัน

จากการเข้าตรวจสอบและเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องจาก 2 จุดเมื่อวานนี้ ซึ่งพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหลายสายการบินและทำกันมาหลายครั้ง ทุกคนต่างให้การปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น แต่ในความเป็นจริง สิ่งของลักษณะดังกล่าวและสถานการณ์ข่าวสารปัจจุบัน ประชาชนควรต้องเอะใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับคดีเก่าในปี 2566 และ 2567 ในพื้นที่สมุทรปราการ รวมถึงคดีที่จังหวัดฉะเชิงเทราเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมีการจับกุมแอร์โฮสเตสพร้อมของกลางเฮโรอีนรวมกว่า 20 กิโลกรัมก่อนขึ้นเครื่องบิน และคาดว่าขบวนการที่จับกุมในจังหวัดฉะเชิงเทราเกี่ยวข้องกับในพื้นที่ของซอยรางน้ำที่ถูกเข้าค้นเมื่อวานนี้

ส่วนกรณีไรเดอร์ที่ส่งพัสดุเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามตัว พร้อมเน้นย้ำรูปพรรณสัณฐาน ว่าเป็นชายใส่ฮู้ดสีเข้ม สูงประมาณ 160 เซนติเมตรขึ้นไป เดินทางมาคนเดียว ด้วยรถเก๋งสีดำ แบบอีโคคาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับยี่ห้อรถคือโตโยต้า ไม่เห็นแผ่นป้ายทะเบียน เนื่องจากคอนโดลักษณะคล้ายกับศูนย์การค้าขนาดย่อม จึงอาจจะไม่ผ่านการคัดกรองทั้งหมด และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าตัวคนขับรถมีเจตนาหลบหลีกหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังจากคนส่งของนำพัสดุไปส่งถึงปลายทางแล้ว Facebook ที่ชื่อ “Rose Rose” ได้ติดต่อกลับไปหาแอร์สาว ให้ถ่ายรูปพัสดุและส่งกลับไปให้ Facebook : Rose Rose ต่อ รวมถึงยังมีข้อมูลจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พัสดุที่มีนาต้องไปส่งออสเตรเลีย ปรากฏชื่อออกมาแล้ว 2-3 ราย เป็นคนไทยและเชื่อว่าเป็นขบวนการ โดยแผนประทุษกรรมของกลุ่มนี้จะไปส่งของตามความสะดวกของผู้ส่งว่าจะส่งไปที่ไหนอย่างไร เช่น ให้มารับที่โรงแรม หรือให้เอาของไปฝากไว้ที่ร้านรับฝากพัสดุ แล้วจะมีคนมารับก่อนจะค่อยจ่ายเงิน แต่ในกรณีของมีนา เธอยังไม่ได้รับเงิน 8,800 บาท

เมื่อถามถึงประวัติการเดินทางไปออสเตรเลียถี่มากขนาดไหน และสำหรับนางสาวมีนา ในฐานะลูกเรือ เป็นเหยื่อถูกหลอกให้หิ้วของหรือไม่ ทาง ป.ป.ส. ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด หรือขาดเจตนา เพราะถูกหลอกจริงหรือไม่ ทางการไทยยังคงต้องรอพยานหลักฐานและการพิสูจน์ตามสิทธิ โดยยืนยันไม่จำเป็นต้องบินไปสอบปากคำด้วยตนเอง เนื่องจากมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา

เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ฝากเตือนไปยังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแอร์โฮสเตส บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มนักท่องเที่ยว ปัจจุบันพบว่ามีพฤติกรรมการรวมกลุ่มกันเพื่อ "ขายน้ำหนักกระเป๋าที่เหลือของตัวเอง" หรือ “โพสต์รับหิ้วของเพื่อสร้างรายได้” โดยขบวนการยาเสพติดมิจฉาชีพจะคอยคัดเลือกและเฝ้าจับตาในกลุ่มเหล่านี้ เมื่อเห็นใครโพสต์แชร์น้ำหนักที่เหลือก็จะทักไปจ้างวาน

"สำหรับกลุ่มหน้าใหม่อาจจะเริ่มจากตรงนี้ แต่สำหรับกลุ่มหน้าเดิมที่เคยทำมาบ่อยๆ จนเกิดความเชื่อใจ ก็จะทำกันเป็นอาชีพ เป็นธุรกิจ ทั้งที่ไม่ได้มีธุระต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มองแต่รายได้เพียงเล็กน้อยโดยไม่รับผิดชอบ และไม่ตระหนักว่ากำลังทำให้ประเทศไทยเสียหาย" พ.ต.ต.สุริยา กล่าว

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ระบุย้ำเตือนว่า ขณะนี้หากท่านใดมีพัสดุตกค้างอยู่ในมือ หรือได้รับฝากสิ่งของ เพื่อนำพาเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะปลายทางประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ แล้วเกิดความสงสัยหรือไม่มั่นใจ ขอให้ท่านรีบนำสิ่งของเหล่านั้นเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ (โรงพัก) ใกล้บ้านท่านทันที เพื่อแสดงตนและแสดงความบริสุทธิ์ใจ"

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังย้ำว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป หากเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการสืบสวนสามารถตรวจค้นและจับกุมตัว พร้อมของกลางยาเสพติดได้ในภายหลัง ท่านจะไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่า 'ไม่รู้เห็น' 'ถูกหลอกลวง' หรือ 'กระทำไปโดยสุจริต' มาเป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายได้ทุกกรณี เนื่องจากทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ทำการประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้ทราบอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ ดังนั้นขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมของตัวท่านเอง

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังเปิดเผยเพิ่มเติมหลังแถลงข่าว ยืนยันว่า "ขบวนการนี้ หัวขบวนการไม่ใช่คนไทย แต่ตัว carry หรือตัวรับพา ตัวแบก คือคนไทย ซึ่งในขบวนการนี้มีต่างชาติ เป็นหัวขบวน"

ส่วนเจ้าของยาเสพติด ที่บอกว่าเป็นชาวต่างชาติ ทาง เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่าเป็นเชื้อชาติลาว สัญชาติลาว และเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อถามว่าหัวขบวนการยาเสพติดทำมานานหรือยัง เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า ทำมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว และเป็นบุคคลที่เราตามตัว ซึ่งมีหมายจับอยู่แล้วด้วย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยืนยัน และย้ำเลยว่า ประเทศไทยไม่ใช่ HUB หรือจุดศูนย์กลางตามที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอกันก่อนหน้านี้ พร้อมอธิบายว่า แหล่งผลิตยาเสพติดอยู่ที่สามเหลี่ยมทองคำ และประเทศไทยอยู่ใกล้ การเดินทาง การคมนาคมของประเทศไทยสะดวกที่สุด เลยมีการขนส่งมาที่ประเทศไทย เลยอาจจะถูกใช้ในการเดินทางมากหน่อย แต่ไม่ได้ส่งเข้ามาประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งไปประเทศรอบๆ สามเหลี่ยมทองคำด้วย “ไม่ใช่ไทยอย่างเดียว ไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่ผ่านยาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำ” ส่วนการประชุมบอร์ด ป.ป.ส. ในวันพรุ่งนี้จะประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ที่มีแอร์โฮสเตสสาวถูกจับกุมอีกรายในไทย เลขาธิการ ป.ป.ส. ระบุว่า “เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นขบวนการเดียวกันกับที่มีนาโดน เพราะที่ผ่านมาเราไม่สามารถที่จะบ่งชี้ตัวบุคคลที่อยู่ฝั่งโน้นได้ แต่ครั้งนี้เราสามารถยืนยันตัวตนฝั่งโน้นได้ชัดเจน และอยู่ระหว่างการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ”