กัน จอมพลัง พาครอบครัวผู้สูญหายเรือมยุรี นารี พบโฆษกกองทัพเรือ ร้องขอให้เร่งประสานงานช่วยเหลือ ด้านลูกชายหนึ่งในผู้สูญหายเผย พ่อเพิ่งส่งไลน์มาล่าสุดก่อนเกิดเหตุเพื่ออวยพรวันเกิด ยังมีความหวังว่าจะเจอพ่อ ด้านโฆษกกองทัพเรือยืนยัน กองทัพเรือไม่ได้นิ่งนอนใจ ประสานงานทัพเรือโอมานช่วยเหลือเต็มที่ เผยส่งกองกำลังเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะเสี่ยงอันตรายและไทยต้องระวังตัวเป็นกลาง รับเรือยังมีความเสี่ยงทั้งความเสียหายและลอยตามกระแสน้ำ

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กัน จอมพลัง ได้พาครอบครัวลูกเรือผู้สูญหายจากเหตุการณ์เรือขนส่งสินค้า "มยุรี นารี" ของไทยที่ถูกยิงโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ น่านน้ำประเทศโอมาน ใกล้ประเทศอิหร่าน ซึ่งอยู่ในระหว่างการเกิดความขัดแย้งในภูมิภาค มายังกองบัญชาการกองทัพเรือ เขตบางกอกน้อย เพื่อเข้าพบและพูดคุยกับกองทัพเรือเรื่องการช่วยเหลือผู้สูญหาย โดยมี พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชนพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เป็นตัวแทนกองทัพเรือมาพูดคุย




โดยกัน จอมพลัง ได้เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้พาครอบครัวผู้สูญหาย 2 ราย ได้แก่ นายเกียรติศักดิ์ ช่างไฟฟ้าประจำเรือ ชาว จ.หนองบัวลำภู และนายชวลิต ช่างเครื่อง ชาว จ.ตาก มาประสานงานพูดคุยกับทางกองทัพเรือในเรื่องแนวทางการช่วยเหลือ ส่วนอีกรายนึงคือ นายภาณุพงศ์ นายช่างกลประจำเรือ ชาว จ.สมุทรปราการ ครอบครัวเดินทางมาไม่ทัน ซึ่งจะประสานงานเข้ามาพบทางกองทัพเรือในภายหลัง


โดยสิ่งที่ตนและครอบครัวของผู้เสียหายอยากรู้มากที่สุดคือ สถานภาพของผู้สูญหายตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาก็ปรากฏข่าวลือที่ไม่เหมือนกัน บางแหล่งก็อ้างว่าได้รับการช่วยเหลือพร้อมผู้รอดชีวิต 20 ราย บางแหล่งก็อ้างว่าเสียชีวิตแล้ว จึงทำให้วันนี้ได้เข้ามาประสานกับทางกองทัพเรือ เพราะเชื่อว่ากองทัพเรือน่าจะมีข้อมูลและได้ประสานงานกับทางกองทัพเรือโอมานในการช่วยเหลืออยู่


นอกจากนี้ ตนยังได้ให้ครอบครัวนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สูญหาย โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้พูดคุยกับผู้รอดชีวิตและข้อมูลการติดต่อครั้งสุดท้าย มามอบให้กับกองทัพเรือ เพื่อหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปช่วยเหลือผู้สูญหาย ซึ่งทุกคนยังไม่หมดความหวัง และเชื่อว่ายังมีโอกาสเสมอว่าทั้ง 3 คนจะรอดชีวิต ทุกคนทั้งกองทัพเรือและองค์กรต่างๆ รวมถึงประเทศโอมานและนานาชาติพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว


ทั้งนี้ ตนไม่อยากให้วิพากษ์วิจารณ์มองว่า ทำไมเรือถึงยังเสี่ยงที่จะเดินเรือไปบริเวณนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่าเขาต้องทำมาหากินและหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว




ทางด้านนายบอม ลูกชายของนายเกียรติศักดิ์ ช่างไฟฟ้าประจำเรือ ได้เล่าให้สื่อมวลชนฟังว่า พ่อทำงานเป็นช่างไฟบนเรือมานานมากตั้งแต่ก่อนตนเกิดและเปลี่ยนมาหลายบริษัท สำหรับเรือมยุรี นารี พ่อได้ขึ้นเรือลำดังกล่าวเมื่อ 5-6 เดือนก่อน โดยได้ติดต่อครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งพ่อได้ส่งไลน์มาอวยพรวันเกิดตน


ก่อนหน้านี้ พ่อก็ได้บอกกับตนว่า จำเป็นต้องเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวและเคยเตือนว่าอาจมีกรณีร้ายแรงเช่นเหตุการณ์โจมตีเรือแบบนี้ โดยพ่อมี 2 ทางเลือก คือ รอที่โรงแรมและขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย กับเดินทางไปพร้อมกับเรือ ซึ่งพ่อและลูกเรืออีกหลายคนตกลงที่จะเดินทางไปพร้อมกับเรือ เพราะมองว่าหากอยู่โรงแรม อาจเป็นเป้านิ่งที่จะถูกโจมตีอันตรายได้ เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจเดินเรือคือกัปตันเรือ


หลังเกิดเหตุ ตนได้พยายามส่งไลน์หาพ่อ แต่พ่อไม่เปิดไลน์อ่านแต่อย่างใด ไม่สามารถติดต่อได้ อีกทั้งตอนนี้ก็ยังไม่ได้พูดคุยกับผู้รอดชีวิตบนเรือ จึงไม่รู้ว่าครั้งสุดท้ายพ่อของตนอยู่จุดไหนของเรือ ตอนนี้ตนก็ยังคงมีความหวังว่าพ่อจะรอดชีวิตและอยากเจอพ่อมาก


ด้านคุณบิว แฟนสาวของนายชวลิต ช่างเครื่อง กล่าวว่า ช่วงที่เกิดเหตุนั้นเป็นช่วงที่แฟนของตนเข้าเวรพอดี ซึ่งเวลาดังกล่าวตนกับแฟนก็จะไม่ได้คุยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้แฟนก็บอกกับตนว่าจะตัดสินใจลงเรือต่อไป ทางตนก็ไม่ได้ติดขัดอะไรเพราะเป็นการตัดสินใจของแฟน โดยหลังเกิดเหตุตนก็พยายามที่จะติดต่อแฟน แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โทร. ไปก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ




ครอบครัวผู้สูญหายทั้งสองคนยังกล่าวอีกว่า จนถึงตอนนี้ทางบริษัทเจ้าของเรือได้เพียงแค่ประสานงานกับกองทัพเรือในเรื่องการช่วยเหลือ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้สูญหายทั้ง 3 คนมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอนนี้ก็ขอฝากความหวังให้ทางกองทัพเรือดำเนินการประสานงานช่วยเหลือให้ทุกคนก็กลับมาอย่างปลอดภัย รวมทั้งคนที่เข้าไปช่วยก็ขอให้ปลอดภัยเช่นเดียวกัน หวังว่าจะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นอีก ขอส่งเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยงานที่เข้าไปให้การช่วยเหลือด้วย


ด้าน พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า ทางกองทัพเรือได้เข้าจับตาดูเรือลำดังกล่าว พร้อมทั้งเรืออีก 3 ลำที่พบว่ามีคนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนหน้านี้ หลังจากที่ทางกองทัพเรือได้ประเมินข้อมูลและเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่มีความรุนแรงจากการปิดช่องแคบโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน รวมถึงขีดความสามารถของทหารอิหร่านและโอกาสที่อาจจะเกิดการโจมตีได้สูง


ที่ผ่านมาจึงได้ดำเนินการแจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังเรือมยุรี นารี และเรือที่เกี่ยวข้องกับคนไทย ถึง 4 ครั้ง ให้หลีกเลี่ยงการเดินเส้นทางเรือในบริเวณดังกล่าว ทั้งการส่งจดหมายเตือน 3 ฉบับ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2 มีนาคม และ 10 มีนาคม รวมทั้งเชิญผู้ประกอบการเดินเรือและบริษัทเจ้าของเรือมยุรี นารี มาร่วมประชุมและรับทราบสถานการณ์ ซึ่งทางบริษัทเจ้าของเรือก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และก็ได้มีการถามข้อซักถามถึงกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินหากถูกโจมตีกับทางกองทัพเรือ


ทั้งนี้ เชื่อว่าทางบริษัทผู้ประกอบการเดินเรือเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเอง ซึ่งถึงแม้ว่าทางกองทัพเรือได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าแล้ว แต่พอเกิดเหตุการณ์โจมตีขึ้น ทางกองทัพเรือก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เร่งประสานงานไปยังนายทหารประสานงานที่ประจำอยู่ที่กองบัญชาการร่วมในประเทศบาห์เรน ให้ดำเนินการประสานไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อให้ทางการโอมานดำเนินการช่วยเหลือ




นอกจากนี้ ทางผู้บัญชาการทหารเรือไทยก็ได้ติดต่อโดยตรงไปยังผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน จนทหารเรือโอมานสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตกลุ่มแรก 20 รายได้อย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ผู้รอดชีวิตทั้ง 20 รายอยู่ในความดูแลของสถานทูตไทยประจำโอมานและกำลังดำเนินการในเรื่องของการส่งกลับประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังได้ขอความช่วยเหลือกับทางทหารเรือโอมานให้ติดตามช่วยเหลือผู้สูญหายอีก 3 รายที่เหลือ


ตอนนี้จากการพูดคุยกับทางกองทัพเรือโอมาน ทราบว่าเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังมีความเสี่ยงสูง จึงทำให้เพียงแค่ส่งเรือไปเฝ้าสังเกตการณ์ โดยจากการประเมินสภาพเรือขนาดนี้พบว่า ยังคงมีควันไฟบางส่วนลอยออกมา และตัวเรือก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ส่วนสิ่งที่น่ากังวลก็คือ เนื่องจากหลังเกิดเหตุเรือไม่ได้ทิ้งสมอ จึงยังมีการลอยช้า ๆ ตามกระแสน้ำ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และสัญญาณการติดตามเรือขาดแล้ว


ที่สำคัญ สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือยังไม่สามารถประเมินได้อย่างละเอียด เพราะยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ ซึ่งจากภาพเห็นเพียงแค่ว่า เรือฉีกขาดบริเวณแนวน้ำ กราบซ้ายเรือ และบริเวณท้ายเรือใกล้สะพานเดินเรือ แม้เรายังเชื่อว่าเรือยังคงมีกำลังลอยอย่างเต็มที่ ด้วยความที่เป็นเรือขนส่งสินค้าและไม่มีสินค้าอยู่บนเรือ อาจมีโอกาสกู้เรือได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน




ทั้งนี้ ขอชี้แจงสถานการณ์ให้ทางครอบครัวผู้สูญหายเข้าใจว่า เนื่องจากพื้นที่มีความเสี่ยงสูง เพราะทางอิหร่านยังคงปิดช่องแคบดังกล่าว การที่ประเทศในภูมิภาคจะส่งกำลังเข้าไปช่วยจึงทำได้ยาก ยิ่งการส่งทหารไทยเข้าไปในพื้นที่ยิ่งไม่สามารถทำได้ เพราะทหารไทยต้องวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งดังกล่าว อีกทั้งการส่งเรือของไทยไปให้การช่วยเหลือนั้น อาจจะต้องใช้เวลาการเดินเรือนานถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจจะไม่ทันการ ทั้งยังต้องคำนึงทั้งเรื่องของปัจจัย ระยะเวลา และระยะทางด้วย เราจึงอาศัยการประสานงานกับพันธมิตรในการเข้าช่วยเหลือก่อน ส่วนจะมีแผน 2 ในการเข้าช่วยเหลือหรือไม่นั้น ทั้งกองทัพเรือจะดำเนินการประเมินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป


แต่ขอว่าครอบครัวผู้สูญหายอย่าเพิ่งหมดหวังกำลังใจ แม้ทางกองทัพเรือจะไม่ได้รับผิดชอบโดยตรงกับภารกิจดังกล่าว เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งการประสานนำคนไทยกลับมา ไปจนถึงการประสานพูดคุยกับทางการอิหร่าน แต่กองทัพเรือได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่กับพันธมิตรทางทหารในพื้นที่ ทางกองทัพเรือไม่ได้นิ่งนอนใจทหากสามารถช่วยเหลือตรงไหนได้ ก็จะเร่งให้การช่วยเหลือทันที เพื่อให้คนไทยทุกคนได้กลับมา ซึ่งสิ่งที่ทั้งครอบครัวผู้สูญหายแสดงความกังวลและร้องขอมานั้น จะได้นำเรียนผู้บัญชาการทหารเรือต่อไป


พล.ร.ต.ปารัช ยังกล่าวอีกว่า กองทัพเรือไม่มีอำนาจโดยตรงในการสั่งห้ามเดินเรือ เพราะจุดเกิดเหตุไม่ใช่น่านน้ำประเทศไทย จึงทำได้เพียงแค่การประสานงานและแจ้งเตือนไปยังเรือไทยที่ผ่านพื้นที่เท่านั้น ส่วนหน้าที่การตัดสินใจเดินเรือนั้นเป็นของกัปตันและบริษัทเดินเรือเป็นหลัก