"นายกฯ" ขอโทษชาวรัสเซียปมเหตุฆาตกรรม 2 พี่น้อง ยันปิดช่องทางรอดทุกทาง "ตำรวจ" เร่งขยายผลเพิ่ม เชื่อมีมากกว่า 5 ศพ ตอบชัดมีตำรวจหนุนหลัง "ป๋อง"?!
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ “บิ๊กต่าย” เดินทางมายังสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย และคดีฆาตกรรมสมาชิกครอบครัวชาวไทยอีก 3 ราย รวมถึงประชุมร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันอาชญากรรมและยกระดับความปลอดภัยในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยและเดินทางท่องเที่ยวจำนวนมาก
ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานที่ตำรวจรวบรวมได้ ขณะนี้มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนถึงบทบาทของนายป๋องและนายธง ผู้ต้องหาหลักในคดี รวมถึงบุคคลที่อาจมีส่วนให้การสนับสนุนอีกหลายราย โดยตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนขยายผลและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ถูกเชื่อมโยงกับเหตุร้ายอย่างน้อย 2 คดี ได้แก่ คดีฆาตกรรมสองพี่น้องชาวรัสเซีย และคดีฆาตกรรมสมาชิกครอบครัวชาวไทย 3 ราย โดยพฤติการณ์มีลักษณะรุนแรงและโหดเหี้ยม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอาจมีผู้เสียหายหรือคดีอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่

ตำรวจยังต้องขยายผลไปถึงความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาวุธปืน บุคคลที่ช่วยเหลือระหว่างหลบหนี รวมถึงกลุ่มคนที่ผู้ต้องหาเคยรู้จักหรือเคยต้องโทษร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่ามีลักษณะเป็นเครือข่ายกระทำผิดกฎหมายหรือไม่
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า กรณีของสองพี่น้องชาวรัสเซีย ไม่ควรนำเสนอในลักษณะเหมารวมว่าเป็นเหตุร้ายที่เกิดกับนักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากครอบครัวของผู้เสียชีวิตเดินทางเข้าออกประเทศไทยมาเป็นเวลานาน และผู้เสียชีวิตทั้งสองพำนักและศึกษาอยู่ในประเทศไทยกับครอบครัวมาหลายปี
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวขอโทษประชาชนชาวรัสเซียต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่าเป็นเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย และยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ผู้กระทำผิดทุกคนถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด
นายกรัฐมนตรียังได้รับรายงานว่า ตำรวจจะตั้งคณะทำงานจัดทำสำนวนคดีโดยเฉพาะ และกำชับให้รวบรวมหลักฐานอย่างรัดกุม ปิดช่องว่างทุกด้าน ไม่ให้ผู้ต้องหาอาศัยข้อบกพร่องของสำนวนหรือช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อลดทอนความรับผิด
ส่วนมาตรการควบคุมอาวุธปืน นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า แม้บุคคลจะมีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะได้ตามความต้องการ หากไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เมื่อถูกตรวจพบ เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีอย่างเข้มงวด
นายกรัฐมนตรียังหารือกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงการติดตามพฤติกรรมของผู้พ้นโทษ โดยเฉพาะบุคคลที่เคยต้องโทษในคดีรุนแรง อาวุธปืน ยาเสพติด หรือมีแนวโน้มกลับไปก่อเหตุซ้ำ
แนวทางหลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประสานข้อมูลกับกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม เพื่อคัดกรองผู้พ้นโทษตามระดับความเสี่ยง และกำหนดระบบติดตามในระยะหนึ่งหลังได้รับการปล่อยตัว เพื่อดูว่าสามารถกลับไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพโดยสุจริตได้หรือไม่

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ต้องหาหลักในคดีนี้เพิ่งพ้นโทษออกมาได้ไม่นาน และกลับมาก่อเหตุร้ายแรง จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการทบทวนระบบติดตามผู้พ้นโทษ รวมถึงการนำประวัติการกระทำผิดซ้ำมาใช้ประกอบสำนวน เพื่อให้ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์และไม่มีเหตุบรรเทาโทษโดยไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากพบชาวต่างชาติหรือคนไทยใช้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนอำพรางการถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสีเทา จะต้องขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนข้อกังวลของญาติว่า การติดตามครอบครัวชาวไทย 3 รายที่แจ้งหายไปก่อนหน้านี้มีความล่าช้าหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตำรวจยืนยันว่ามีการติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพบความเชื่อมโยงจากคดีสองพี่น้องชาวรัสเซีย ทั้งการใช้ยานพาหนะ บุคคลในเครือข่าย และข้อมูลจากการสอบสวน จนนำไปสู่การพบร่างผู้เสียชีวิตทั้งสามราย
ตำรวจยังพบว่า ระหว่างการหลบหนี ผู้ต้องหาได้ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มคนรู้จักเดิม มีการให้โอนเงินผ่านบัญชีบุคคลอื่น ก่อนนำเงินสดมามอบให้ เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีบัญชีธนาคารของตนเอง ข้อมูลส่วนนี้จะถูกนำไปขยายผลถึงผู้สนับสนุนและบุคคลที่อาจช่วยเหลือในการหลบหนี
นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากข้อมูลขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่เคยรู้จักหรือเคยต้องโทษร่วมกัน และยังติดต่อช่วยเหลือกันภายหลังพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม ตำรวจต้องตรวจสอบต่อไปว่ามีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเครือข่ายอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่านี้หรือไม่
ด้านพลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังตำรวจจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาในคดีสองพี่น้องชาวรัสเซีย คำให้การได้นำไปสู่การพบความเชื่อมโยงกับคดีพ่อ แม่ และลูกสาวอีก 3 ราย
จากพฤติการณ์การก่อเหตุ การวางแผน การนำผู้เสียชีวิตไปยังจุดเปลี่ยว และการฝังอำพรางศพ ทำให้ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า อาจไม่ได้มีเพียง 2 คดีนี้ จึงสั่งให้ตรวจสอบคดีบุคคลสูญหายในพื้นที่ ทั้งช่วงก่อนผู้ต้องหาถูกจำคุกและหลังพ้นโทษออกมา
ขณะนี้ตำรวจมีตัวผู้ต้องหาหลักและผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมก่อเหตุในคดีครอบครัว 3 รายรวม 4 คน ส่วนคดีสองพี่น้องชาวรัสเซีย เบื้องต้นพบผู้ร่วมก่อเหตุหลัก 2 คน ขณะที่คนใกล้ชิดและผู้ให้ความช่วยเหลืออยู่ระหว่างถูกสอบสวนเพื่อแยกบทบาทว่าเป็นเพียงพยาน
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากจังหวะและโอกาส เมื่อผู้เสียชีวิตออกมาเดินทางในช่วงเวลากลางคืน และพบกับบุคคลที่มีพฤติกรรมอาชญากรรมในเส้นทางเปลี่ยว เบื้องต้นเชื่อว่าแรงจูงใจเริ่มจากความต้องการโทรศัพท์และรถจักรยานยนต์ ก่อนผู้ต้องหาจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและพาผู้เสียชีวิตไปยังจุดก่อเหตุ
ตำรวจจึงกำชับให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานในประเด็นการไตร่ตรองไว้ก่อน การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ การชิงทรัพย์ การใช้อาวุธ และการอำพรางศพ เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์และสามารถพิสูจน์พฤติการณ์ทั้งหมดต่อศาลได้
พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐยืนยันว่า ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และจังหวัด มีมาตรการดูแลความปลอดภัยทั้งประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่หลังเกิดเหตุจะต้องเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น
หนึ่งในแนวทางที่หารือ คือการสร้างความเข้าใจกับชาวต่างชาติ ผู้ประกอบการที่พัก และร้านเช่ารถ ให้มีข้อมูลผู้เช่า ช่องทางติดต่อ แผนการเดินทาง และคำแนะนำด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการเดินทางเข้าสู่พื้นที่เปลี่ยวในช่วงเวลากลางคืน
ตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจในพื้นที่จะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์ จุดตรวจ การลาดตระเวน และช่องทางแจ้งเหตุ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในพื้นที่สามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยอมรับว่า เหตุการณ์นี้สร้างความเสียใจและอาจกระทบความรู้สึกด้านความปลอดภัย แต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะยกระดับมาตรการอย่างต่อเนื่อง และเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่
ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่า จากการสอบสวนและตรวจสภาพร่างภายนอกเบื้องต้น ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีการกระทำชำเรา
ขณะนี้ร่างผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่างการตรวจของสถาบันนิติเวช โดยตำรวจได้กำชับให้ตรวจอย่างละเอียด ทั้งเสื้อผ้า สารคัดหลั่ง อาวุธ วัตถุพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ทุกชนิด เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและไม่ให้เกิดช่องว่างในสำนวน
ตำรวจยังอยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติด้านจิตเวชของผู้ต้องหาหลัก รวมถึงที่มาของอาวุธปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดได้แล้ว และกำลังขยายผลว่าได้มาจากใคร ซื้อในราคาเท่าใด และมีผู้เกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธหรือไม่
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยอมรับว่า ปัจจุบันเครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย หมวก และอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่ สามารถหาซื้อได้ทั้งตามร้านค้าและทางออนไลน์ แม้จะมีมาตรการควบคุมอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้จำหน่าย แพลตฟอร์มออนไลน์ และแหล่งผลิตสินค้าเลียนแบบ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประสานกระทรวงพาณิชย์และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อปิดกั้นการซื้อขายอุปกรณ์ที่อาจถูกนำไปใช้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่และก่ออาชญากรรม
ส่วนกระแสข่าวว่านายป๋องเป็นบุคคลใกล้ชิดหรือได้รับการคุ้มครองจากตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลหรือหลักฐานดังกล่าว พร้อมขอให้สังคมพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนเผยแพร่
อย่างไรก็ตาม หากการสอบสวนพบว่ามีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนใดให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น
พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐย้ำว่า ตำรวจจะสอบสวนทั้งประเด็นยาเสพติด หนี้สิน อาวุธปืน บุคคลที่ช่วยหลบหนี และความเชื่อมโยงกับคดีอื่น เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความมั่นใจว่า จังหวัดชลบุรียังคงเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและชาวต่างชาติ
นายกฯ ลงจุดฝังศพ 2 พี่น้องรัสเซีย ลั่นคนร้าย “ฆ่าทั้งประเทศ” หวังศาลลงโทษสถานหนัก
โดยก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ไปยังจุดที่ผู้ต้องหานำร่างของสองพี่น้องชาวรัสเซีย ไปฝังอำพรางศพ โดยใช้เวลาตรวจจุดเกิดเหตุประมาณ 15 นาที ก่อนออกมาเปิดเผยว่า พฤติกรรมของคนร้ายโหดร้ายมาก เชื่อว่านอกจากจะชิงทรัพย์แล้ว ยังตั้งใจฆ่าปิดปากด้วย เพราะดูจากการก่อเหตุแล้ว คนร้ายน่าจะชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี
นายกฯ ยอมรับว่า คดีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศและการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และจากการสืบสวนพบว่าคนร้ายไม่ได้ก่อเหตุกับชาวรัสเซียเพียงสองราย แต่ยังขยายผลพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย และยังไม่รู้ว่าจะมีคดีอื่นอีกหรือไม่
นายกฯ ยังกล่าวว่า ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายแน่นอน “คนร้ายไม่ได้ฆ่าแค่ชาวต่างชาติสองคน เพราะเหมือนกับว่าฆ่าพวกเราทั้งประเทศ” จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่าจะไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้อีก
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้ก่อเหตุเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำ จึงไม่รู้ว่าหลาบจำหรือยังตั้งใจกลับมาทำผิดอีก ดังนั้นคดีนี้จะต้องทำสำนวนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ศาลพิจารณาลงโทษสถานหนัก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสสังคมที่อยากให้ผู้ต้องหาได้รับโทษประหารชีวิต นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล หากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และทำผิดซ้ำซากเช่นนี้ หากศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต รัฐบาลในฐานะผู้กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่าคนลักษณะนี้ไม่ควรเป็นเยี่ยงอย่างหรืออยู่ให้รกแผ่นดิน แต่ย้ำว่าตนเองไม่สามารถตัดสินแทนศาลได้ พร้อมกล่าวว่า “ถ้าผมพิพากษาเองได้ ก็คงไม่ทำให้ประชาชนต้องกังวลแบบนี้”

















