จากกรณี นายเจ้าเป่าชุน อายุ 67 ปี นักท่องเที่ยวชาวจีน กำลังเดินข้ามทางม้าลายเพื่อจะกลับโรงแรมที่พัก ปรากฏว่ามีรถกระบะสีดำติดไซเรนสีส้ม เปิดไซเรนขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนนักท่องเที่ยวรายนี้จนร่างกระเด็นไปเกือบร้อยเมตร ก่อนขับรถหลบหนีไป เหตุการณ์เกิดขึ้นหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งใกล้เคียงปากซอยนวมินทร์ซอย 4 ถนนบางนากาเด้นท์ ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ คืนที่ผ่านมา นั้น


ล่าสุด (2 มี.ค. 2567) ทีมข่าวได้ภาพจากกล้องวงจรปิดใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมของนักท่องเที่ยวจีนที่เสียชีวิตประมาณ 100 เมตร พบว่า ช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่าคืนเกิดเหตุ ภาพจากกล้องวงจรปิด 2 มุม จะเห็นว่าก่อนเกิดเหตุ นายเจ้าเป่าชุน ผู้เสียชีวิต ได้เดินข้ามถนนจากฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นตลาด โดยข้ามบริเวณทางม้าลายก็จริง แต่ผู้ตายแทบจะไม่ได้มองซ้ายเพื่อดูรถอีกทางที่วิ่งมาจากอีกฝั่งเลย จากนั้นเมื่อก้าวเท้าลงถนนไม่กี่วินาที ผู้ตายก็ถูกรถที่วิ่งมาชนเข้าอย่างจังจนกระเด็น




และภาพกล้องวงจรปิดอีกมุม บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อจะเห็นว่า หลังจากรถคันก่อเหตุได้ชนร่างของผู้ตายแล้ว ผู้ก่อเหตุได้ชะลอรถสักพักคล้ายจะจอดรถชะลอดู แต่จากนั้นไม่นานรถคันก่อเหตุก็ได้ขับหลบหนีทันที โดยไม่มีการลงจากรถ


ต่อมา ฝ่ายสืบสวนของ สภ.บางบ่อ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวสมุทรปราการ สืบสวนติดตามจนไปพบรถกระบะโตโยต้าสีดำ ที่มีทะเบียนลงท้ายด้วย 991 แล้ว พบว่าหลังก่อเหตุคนขับขับไปจอดไว้ในบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ย่านบางปู โดยมีการถอดไฟไซเรนออกเพื่อหวังตบตากับทางตำรวจ ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบร่องรอยการชนที่ด้านหน้าฝั่งซ้าย แต่ไม่พบคนขับ ตำรวจจึงสั่งอายัดรถคันดังกล่าวไว้ตรวจสอบ และประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานภายในรถคันดังกล่าว พร้อมกับเชิญเจ้าของรถไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อติดตามตัวคนขับรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมาย


จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ พบบริเวณทางม้าลายที่อยู่หน้าโรงแรมที่ผู้เสียชีวิตเข้าพัก พบว่า มีป้ายและสัญญาณไฟกระพริบบอกเตือน ทางข้ามริมถนน และมีป้ายบอกความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ติดตั้งเอาไว้ด้วย




ความคืบหน้าล่าสุดทีมข่าวได้เดินทางไปยังโรงพักบางบ่อ ตำรวจชุดสืบสวนได้เชิญตัวนายกุ้ง และนางเจี๊ยบ (นามสมมติ) 2 คนผัวเมีย อดีตเจ้าของรถกระบะคันเกิดเหตุมาสอบปากคำ โดยระหว่างเข้าให้ปากคำกับตำรวจ ทีมข่าวได้สอบถามทั้งสองคน ยืนยันว่า พวกตนไม่ใช่เป็นคนขับรถไปเกิดเหตุ และได้ขายรถกระบะคันเกิดเหตุให้กับสองผัวเมียชาวเขมรคู่หนึ่งไปแล้ว คาดว่า เป็นคนขับไปเกิดเหตุ ซึ่งพวกตนเองไม่รู้เรื่องอะไรด้วย




หลังเกิดเหตุทั้งสองคนที่ซื้อรถไป ทราบว่าได้ขับรถกระบะไปจอดทิ้งไว้ที่บริษัทรับเหมาทำถนนแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางปูใหม่ ซึ่งเป็นที่ทำงานของทั้งสองคน และตอนนี้ทราบว่า หลังเกิดเหตุทั้งคู่ได้กลับไปยังแคมป์คนงานและขนเสื้อผ้าหลบหนีไปแล้ว


ทีมข่าวได้พูดคุยกับนางสาวเจี๊ยบ (นามสมมติ) อดีตเจ้าของรถกระบะคันเกิดเหตุ หลังจากเธอและสามีเข้าให้ปากคำกับตำรวจนานกว่า 6 ชั่วโมงเต็ม เธอยืนยันกับทีมข่าวว่า ก่อนหน้านี้รถกระบะคันเกิดเหตุเป็นของตนเองจริง แต่ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2566 นายทอน คนงานชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นเพื่อนที่ทำงานเดียวกันกับสามี ได้ติดต่อขอซื้อรถในราคา 3 แสนกว่าบาท มีการทำสัญญาซื้อขายกันถูกต้อง แต่รถยังไม่มีการโอนไปเป็นชื่อของนายทอน เนื่องจากอยู่ระหว่างรอเอกสาร มีการผ่อนจ่ายรถตรงทุกเดือน เดือนละ 7,860 บาท




ซึ่งก่อนนายทอนจะซื้อรถไปตนเองได้เตือนนายทอนแล้วว่า ให้รีบไปต่อ พ.ร.บ.รถยนต์ เพราะที่ประเทศไทยกฎหมายเข้มงวด แต่นายทอนก็ยังไม่ได้ไปต่อ ส่วนนิสัยของนายทอนและเมีย นิสัยดี เป็นคนงานชาวกัมพูชาที่ขยันทำมาหากิน ไม่เคยเห็นกินเหล้า หรือ สูบบุหรี่ และมีการเข้าประเทศถูกต้อง ตนเองรู้สึกตกใจเหมือนกันที่นายทอนชนคนตายแล้วหนี




หลังเกิดเหตุ ตนเองเพิ่งมารู้ตอนเช้า เนื่องจากตำรวจมาที่บริษัทและเห็นนายทอนจอดรถทิ้งไว้ ล่าสุดตนเองได้พูดคุยแชตกับนายทอนให้กลับมามอบตัวกับตำรวจ นายทอน ได้อ้างว่า ตอนนี้ได้กลับถึงบ้านแล้วที่ประเทศกัมพูชา โดยไม่ได้บอกว่า เดินทางออกนอกประเทศด้วยวิธีการใด แต่นายทอนได้ส่งรูปตัวเองที่ถ่ายบนรถตู้ส่งกลับมา และบอกว่าจะติดต่อไม่ได้แล้ว เพราะจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งหากตอนนี้นายทอนดูทีวีอยู่ อยากให้นายทอนมอบตัวกับตำรวจจากโทษหนักจะได้เป็นเบา

2 ผัวเมียเขมรแต่งรถติดไซเรนขยี้ร่างคนจีน โคตรแสบชำแหละซากหนี