ตำรวจบาลพลี ตามรวบตัว 11 วัยรุ่น ทำร้ายเยาวชนวัย 17 ปี ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา จนเสียชีวิตได้แล้ว เบื้องต้นพบเกิดจากการทะเลาะวิวาทของ 2 กลุ่ม เตรียมสอบปากคำอย่างละเอียดหน้าอัยการและสหวิชาชีพเช้าวันนี้
ส่งศพ เยาวชนอายุ17ปี ชัณสูตรอีกครั้ง หลังญาติติดใจสาเหตุเสียชีวิต
เมื่อเย็นวานนี้ ( 28 เม.ย.) เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้นำศพ น้องดิว วัย 17 ปี ออกจากวัดแห่งหนึ่ง กลับมายังโรงพยาบาลบางพลีอีกครั้ง เพื่อชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น ก่อนส่งไปชันสูตรใหม่ ที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ หลังจากลุง น้องดิว ออกมาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนว่า ญาติยังติดใจการเสียชีวิต ที่หลายชายถูกรุมทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา อำเภอบางพลี จีงหวัดสมุทรปราการนั้น
โดย ลุงน้องดิว บอกว่า น้องดิว มีพี่น้อง 2 คน พ่อแม่แยกทางกัน จึงรับมาเลี้ยง และถูกตำรวจ สภ.บางศรีเมือง จับกุมตัวในข้อหาเสพยาเสพติด วันที่ 30 ธันวาคม 2559 แล้วถูกส่งตัวไปยังบ้านแรกรับคลองโพ จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 2 เดือน จากนั้นจึงถูกนำมาอยู่ที่บ้านกรุณาดังกล่าว
กระทั่งวันที่ 20 เมษายน รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่บ้านกรุณาว่าหลานถูกเยาวชน 6 คน ที่อยู่ในบ้านกรุณารุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส
ถูกรุมทำร้ายร่างกายจนสลบ เจ้าหน้าที่นำตัวส่งโรงพยาบาลบางพลี นอนพักรักษาตัวในห้องไอซียู สภาพฟันหน้าหัก 3 ซี่ สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก อยู่ได้เพียง 4 วัน ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา ญาติได้เข้าแจ้งความไว้กับตำรวจ สภ.บางพลี ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มขาใหญ่ในบ้านกรุณา ที่ก่อเหตุทำร้ายน้องดิว จนเสียชีวิตแล้ว
โดยผู้เป็นลุงบอกว่า อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ และขอให้เรื่องของหลานชาย เป็นรายสุดท้าย ไม่อยากให้เกิดกับครอบครัวใครอีก และ อยาให้เจ้าหน้าที่ สอดส่องและเข้มงวดในการดูแลเด็กที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก เพราะแต่ละคนต่างก็ย่อมรักลูกหลานของตนเอง ส่วนเรื่องฟ้องร้องค่าเสียหายทางแพ่ง อยู่ระหว่างปรึกษาญาติๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ตร.คุมตัว 11 วัยรุ่น ทำร้าย เยาวชน 17 ปี เตรีมสอบปากคำอย่างละเอียด
จากนั้นช่วง 23 นาฬิกาที่ผ่านมา ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.บางพลี ได้คุมตัว 11 ผู้ต้องหา อายุระหว่าง 20-22 ปี ที่ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกาย น้องดิว มาสอบปากคำ หลังรวบรวมพยานหลักฐาน และขอหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ รวม 11 หมายจับ เข้าจับกุมตัวในบ้านพักกรุณา เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา
พบว่า ผู้ก่อเหตุ ถูกย้ายมาจาก จังหวัดชลบุรี นครราชสีมา นนทบุรี เบื้องต้น ต่างให้การรับสารภาพว่า รุมกระทืบ น้องดิวจริง ตำรวจจึงแจ้งข้อหา ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 3 -15 ปี
จากนั้นนำตัวทั้งหมดแยกเข้าห้องขัง เพื่อเตรียมรอสอบปากคำต่อหน้า อัยการและสหวิชาชีพ ในเช้าวันนี้ (29 เม.ย.) เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งตัวฟ้องศาลอาญาจังหวัดสมุทรปราการต่อไป
ส่วนสาเหตุ คาดว่า มาจากการทะเลาะวิวาทกันภายในระหว่างกลุ่มผู้ต้องหาและผู้ตาย แต่ทั้งนี้ต้องรอสอบปากคำ ถึงสาเหตุที่แน่ชัดก่อน ขณะที่ศพของ น้องดิว หลังผ่าพิสูจน์ ญาติได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาตามเดิม
ตั้งคณะกรรมการสอบสาเหตุทำร้ายร่างกาย
ทางด้านนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาชน กล่าวว่า ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เบื้องต้น ได้รับรายงานว่า เป็นการทะเลาะกันระหว่าง 2 กลุ่ม และร่างกาย ไม่ได้มีบาดแผลจากอาวุธ ดังนั้น สาเหตุการเสียชีวิต ต้องรอผลชันสูตรพลิกศพ ว่าเกิดจากสาเหตุใด
นายวิศิษฏ์ ยังย้ำว่า กรณีทำร้ายร่างกายในสถานที่ควบคุม ผู้ก่อเหตุต้องถูกแจ้งความดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีเยาวชนทำร้ายกันเอง หรือเจ้าหน้าที่ทำร้ายเด็กโดยไม่มีละเว้น โดยเฉพาะกรณีเด็กและเยาวชน หากกระทำผิดก็ต้องรับผิด
พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมา เด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกฯ มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเป็นปกติ เพราะอยู่กันเป็นกลุ่มวัยรุ่น แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น คือ การเสียชีวิต ที่ต้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และบ้านกรุณามีเด็กและเยาวชนประมาณ 600 คน มีเจ้าหน้าที่ 100 คน ดูแล ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดูแลได้
อย่างไรก็ตาม กรมพินิจฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อลดจำนวนเด็กและเยาวชนในบ้านกรุณา เพื่อกระจายไปยังศูนย์ฝึกและอบรมฯอื่น เพื่อประโยชน์ในการดูแลให้มากขึ้น
เมื่อถามถึงกรณีการแจ้งสิทธิช่วยเหลือกับครอบครัว รวมถึงการตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ฝึกและอบรมฯ ต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่ นายวิศิษฏ์ บอกว่า ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดก่อน ยืนยันว่า จะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปแน่นอน ส่วนเจ้าหน้าที่ จะถือว่าบกพร่องหรือไม่ ก็ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องไป เพราะมีทั้ง กรณีที่ดูแลแล้ว หรืออาจไม่ได้ดูแล
รมว.ยุติธรรม มั่นใจ ทุกฝ่ายหาสาเหตุอย่างเป็นธรรม
ขณะที่ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า ตนเองได้รับรายงานด้วยวาจา จากอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแล้ว ส่วนรายละเอียดอื่นต้องรอให้กรมพินิจฯ สอบสวนข้อเท็จจริงก่อน
ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม คงไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทราบอยู่แล้วว่า ต้องดำเนินการอย่างไร และตนก็ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ

















