"ทนายตั้ม" จัดเต็มแต่งชุดทหารเรือ พาเหยื่อแจ้งจับ "บุ๋ม ปนัดดา" ใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ผู้เสียหายผิดหวังจากเงินบุญ ถูกเปลี่ยนเป็นเงินบาป

นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม พาผู้เสียหายมาที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อแจ้งความเอาผิด บุ๋ม ปนัดดา หลังพบผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชี องค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี แล้วถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือ เกือบ 10คน

ทันทีที่ทนายตั้ม เดินทางมาถึง วันนี้มาในชุดคล้ายทหารเรือสีขาว ติดหนวดปลอม สวมแว่นดำขี่สกู๊ตเตอร์เข้ามา โดยบอกว่าที่ใส่ชุดนาวีมา เพราะว่าตำรวจบอกว่ามีทหารเรือเกี่ยวข้องด้วย จึงไปเช่าชุดทหารเรือมาใส่ แต่ปรากฏว่าเมื่อวานท่านผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงยืนยันว่าไม่มีทหารเรือเข้ามาเกี่ยวข้องในสมการนี้ แต่หากนำชุดเช่าไปคืนตนเองก็จะถูกเก็บมัดจำ จึงต้องใส่ชุดนี้มา เพราะเช่ามาแล้ว

น.ส.เจ ชาวจังหวัดชลบุรี ผู้เสียหาย บอกว่า ตนเองเห็นโพสต์รับบริจาคเงินเพื่อไปช่วยเหลือน้ำท่วมหาดใหญ่ ประกอบกับช่วงนั้นเห็นข่าวผ่านสื่อ จึงโอนเงินไปช่วยจำนวน 100,000 บาท ผ่านบัญชีองค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ส่วนตัวเห็นว่ามูลนิธิมีความน่าเชื่อถือ จึงตัดสินใจโอนเงินให้มูลนิธินี้เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนต่อ แต่พอเห็นข่าวภายหลังว่ามีการนำเงินไปทำพูลวิลล่า ก็รู้สึกช็อก รู้สึกผิดหวังและเสียดายเงิน และอยากได้เงินคืน

ส่วนผู้เสียหายอีกคนนึง คือ นายไก่ ชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท และเพจเปี๊ยะแปดริ้ว บอกว่า ตัวเองโอนเงินไปมูลนิธิรวม 70,000 กว่าบาท และยังมีการบริจาคสิ่งของรวมประมาณ 200,000 บาท ที่ผ่านมาตนเองชอบบริจาคและเป็นจิตอาสาอยู่แล้วจึงแสวงหามูลนิธิที่ไว้ไว้ใจได้เพื่อช่วยคนต่อ เพื่อสร้างความดีแต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นนำเงินไปสร้างพูลวิลล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองรับไม่ได้

ย้อนกลับไปช่วงปี 2567 ตนเองได้โอนเงินก้อนแรกไปให้กับมูลนิธิของบุ๋มปนัดดาจำนวน 50,000 บาท เนื่องจากขณะนั้น ได้ติดต่อไปยังมูลนิธิ "กัน จอมพลัง" และ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แต่แอดมินตอบช้า แล้วบังเอิญเจอคนที่ชื่อองุ่น จึงพูดคุยกันแล้วตัดสินใจโอนเงินบริจาค และที่ผ่านมาเวลาขายของในเพจตนเองมักจะจัดโปรโมชั่นเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิด้วย

ขณะที่นายพัฒน์ บอกว่า ตนเองโอนเงินให้มูลนิธิของบุ๋มปนัดดา 2,000 บ้าง เพราะขณะนั้นมีการระบุไว้ว่าหากโอนเงินบริจาค 2000 บาท จะได้เสื้อองค์กรทำดี แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็เงียบหายไป ที่ผ่านมาตนเองมักเห็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะว่าคนล้มอย่าไป ย่ำยี แต่สำหรับคุณบุ๋มไม่ใช่คนล้มแต่เป็นคนหลอกลวง เราตั้งใจบริจาคเงินไปเพื่อช่วยชายแดนช่วยน้ำท่วม แต่เงินส่วนนั้นกลับถูกนำไปซื้อแบรนด์เนม สร้างพูลวิลล่า
เอาเงินบุญ เปลี่ยนเป็นเงินบาป

ขณะที่น.ส.เอมี่ ผู้เสียหายอีกหนึ่ง ถึงกับเสียงสั่นจะร้องไห้ เพราะตัวเองรักและเคารพ บุ๋มปนัดดาอย่างมากเนื่องจากเคยไปปรึกษาเรื่องคดีความส่วนตัว ถึงแม้ขณะนั้นบุ๋มปนัดดาจะไม่ได้ช่วยเหลือตัวเอง โดยอ้างว่าเข้าไม่ถึงสื่อก็ตาม แต่ที่ผ่านมาก็ยังชื่นชอบโดยก่อนหน้านี้เคยทำบุญบริจาคโลงศพกับมูลนิธิไปจำนวน 1500 บาท และบริจาคทีละเล็กน้อยอีกหลายครั้ง จึงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก

ขณะที่ทนายตั้ม บอกว่าวันนี้จะพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความบุ๋มปนัดดา ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน

"มองว่าเกมของบุ๋ม ปนัดดา เรื่องการแจ้งความกลับนายเอ๋ มองว่าพลาด เป็นช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างในการขอคัดค้านการประกันตัวต่อศาลได้อีก เพราะตำรวจคงอ้างว่าโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี มีพฤติกรรมความร้ายแรง ผู้เสียหายจำนวนมาก แต่การที่ชิงแจ้งความอาจจะเป็นเรื่องของการก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการสอบสวน และยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้พยานหวาดกลัว ซึ่งจากนี้เชื่อว่า อาจารย์เดชาก็จะแจ้งความกลับเรื่องแจ้งความเท็จ ซึ่งอาจติดคุกเพิ่มอีกปีสองปี" ทนายตั้ม กล่าว

สำหรับข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องยักยอกหรือฉ้อโกง ทนายตั้ม ชี้ว่า พฤติการณ์หลอกลวงประชาชนผ่านสื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินตั้งแต่แรก ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนสำเร็จแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องยักยอกทรัพย์ เพราะมีเจตนานำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้น

ส่วนความผิดฐานยักยอก ทรัพย์สินต้องตกเป็นของมูลนิธิก่อนแล้วค่อยมีการยักยอกภายหลัง ซึ่งหากเป็นยักยอก ผู้เสียหายคือนายทะเบียนหรือตัวมูลนิธิเอง ซึ่งเชื่อว่ามูลนิธิคงไม่แจ้งความตัวเองแน่นอน

นายษิทรากล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” หลังพบข้อสังเกตว่า ปี 2567 มียอดเงินบริจาคเพียง 70,000 บาท แต่พอปี 2568 ยอดบริจาคกลับพุ่งสูงถึงเกือบ 300 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินออกไปเกือบทั้งหมด จึงต้องการให้ตรวจสอบว่ามีการหักส่วนต่างจากเงินบริจาคหรือไม่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่อย่างใด

พร้อมกันนี้ ทนายตั้ม ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ "มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้" โดยระบุว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังทำสำนวนอย่างเข้มข้น มีการเรียกสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 10 ปาก เนื่องจากเคสนี้มีความซับซ้อน มีบัญชีธนาคารถึง 7 บัญชี และมีการแตกแขนงเส้นทางการเงินออกไปกว่าพันเส้นเงิน โดยพบเงื่อนงำน่าสงสัยเรื่องการจัดจ้างงานของมูลนิธิให้กับบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ในช่วงปี 2568 ร่วม 10 บริษัท แทนที่จะสั่งซื้อจากบริษัทจำหน่ายสินค้าโดยตรง รวมถึง ตั้งข้อสงสัยประเด็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นการ์ดติดตาม ซึ่งใช้เวลาราชการมารับงานและรับเงินทั้งสองทางหรือไม่ ตลอดจนประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลความเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน