ตร.บุกทลายโรงงานยาง 600 ล้าน จ.สมุทรสาคร จับผู้ต้องหา 4 ราย นายลี่ อายุ 37 ปี เป็นคนจีนเจ้าของบริษัท หนีคดี "คอร์รัปชัน" ใช้พาสปอร์ตเมียนมาเข้าไทย ชื่อ นายเมียว อยู่มากว่า 10 ปี ใช้คนไทยถือหุ้น 100% ใน 3 บริษัท และสวมสูติบัตรคนตายให้ลูกชายวัย 19 ปี โดยเจ้าหน้าที่ของอำเภอเชียงดาว (ปัจจุบันถูกดำเนินคดีไปแล้ว) ได้ติดต่อจ่ายเงินให้แม่ทิพย์ 500 บาท

วันที่ 16 กันยายน 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานประจำผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E) กรมการปกครอง เจ้าหน้าที่ ปปง. และผู้ว่าราชการจังหวัดสุมทรสาคร ร่วมกันแถลงข่าวหลังเปิดปฏิบัติการนอมินีทุนเทา เข้าจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญที่ทางการจีนต้องการตัว หลบหนีคดีคอรัปชั่น นำเงินทุนมาฟอกขาวในไทยนานกว่า 10 ปี

จากการเข้าตรวจค้นโรงงาน สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ รวม 4 ราย คือ 1.นายเมียว อายุ 37 ปี หรือนายลี่ สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกัน 2.นายธนดล ลูกชายชาวจีน ที่สวมใบสูติบัตรเป็นคนไทย อายุ 19 ปี 3.นางสาวนาฝา จะชี แม่ทิพย์ของนายธนดล และ 4.ลูกจ้างของบริษัทนายเมียว ซึ่งเป็นคนขับรถและเป็นนอมินีให้กับบริษัท

พล.ต.อ.สำราญ บอกว่า หลังจากได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทราบว่า นายเมียว อายุ 37 ปี เข้ามาประเทศไทย ปี 2556 แล้วเข้ามาตั้งบริษัท 3 บริษัท ซึ่งมีสำนักงานใหญ่คือจุดที่เข้าตรวจค้นใน อ.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร บริษัทแรก คือ เคทองลี่ ถือหุ้น 39% แต่พอนำหุ้นมาไขว้ ถือว่าเป็นต่างด้าวถือหุ้น100%, บริษัทที่สอง คือ เออีซี ถือหุ้น 41% มีคนไทยเป็นนอมินี 3 คน เป็นพนักงานรับจ้างของบริษัท และบริษัทที่สามคือ เคทีแอล 40% แต่เมื่อนำหุ้นมาไขว้ พบว่าต่างด้าวถือหุ้น100% โดยทั้ง 3 บริษัท มีความผิดที่เกี่ยวข้องกับนอมินีชัดเจน

ส่วนความผิดของนายเมียว ผู้ต้องหา พบว่า ยังได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายพนักงานบริษัท ทั้งให้เซ็นรับสภาพหนี้และทำร้ายร่างกาย ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 2 ปี 10 เดือน ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลฎีกา



และหลังจากนายเมียวเข้ามาในประเทศไทยผ่านเครื่องตรวจสแกนใบหน้าของ ตม. พบว่า ข้อมูลนายเมียวตรงกับข้อมูลของนายลี่ ที่หลบหนีคดี ‘กระทำผิดฐานสนับสนุนการทุจริตในโครงการของรัฐ หรือคดีคอร์รัปชัน’ มาประเทศไทย แต่มาใช้พาสปอร์ตชาวเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย ในชื่อ นายเมียว โดยนายเมียวมีความผิดการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวและประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

และจากการตรวจค้นและซักถามปากคำ นายเมียวให้การรับสารภาพว่า เป็นคนสัญชาติจีน และใช้พาสปอร์ตสัญชาติเมียนมาเข้ามาประเทศไทย โดยมีพาสปอร์ตทั้งของจีนและของเมียนมา รวมถึงยังพบเอกสารสำคัญหลายรายการ ทั้งโฉนดที่ดินมูลค่า 9 ล้านบาท

จากการเข้าตรวจค้น ยังพบนายธนดล อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายเมียว โดยนายธนดลแสดงบัตรประชาชนไทยต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม รายละเอียดบัตรประชาชนมีที่อยู่ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ นายธนดล ยังแสดงสูติบัตรโดยมีชื่อบิดาและมารดาป็นคนไทย โดยบิดาคือนายจะตู และมารดาคือนางนาฝา เกิดที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้เมื่อตรวจดีเอ็นเอ พบว่า ทั้งสองคนไม่ได้เป็นพ่อแม่ตัวจริงของนายธนดล ซึ่งจากการตรวจสอบการออกเอกสารใบสูติบัตร พบว่า คนออกบัตรคือ นายอำเภอเชียงดาว และถูกจับกุมในคดีช่วยชาวต่างด้าวออกบัตรประชาชนไปก่อนหน้านี้ โดยหลังจากนี้จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อ

เบื้องต้น พลตำรวจเอกสำราญ ได้สอบปากคำลูกชายอายุ 19 ปีของผู้ต้องหาชาวจีน อ้างว่า ตนเองไม่ได้คิดว่าตนผิดเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร แต่ถ้าผิดก็ต้องขอโทษทุกคนด้วย (พร้อมยกมือไหว้ขอโทษ) และระบุอีกว่า ตอนแรกตนเองไม่ได้อยากอยู่ประเทศไทยแต่ถูกบังคับมา โดยมีลูกน้องของพ่อเป็นคนดำเนินการ ซึ่งตอนนั้นตนอยู่ชั้น ป.6 ทำให้ต้องจำใจอยู่ไทยมา 5 ปี

ลูกชาย บอกอีกว่า ตอนนี้ตนอยากกลับบ้านที่จีน เพราะแม่และย่าอยู่ที่ประเทศจีน แต่ตนไม่สามารถกลับไปได้

ส่วนเรื่องการใช้สูติบัตรคนตายทำบัตรประชาชน และใช้สิทธิประโยชน์ในการเป็นคนไทย ลูกชายบอกว่า ส่วนตัวไม่รู้ ขณะเดียวกัน พล.ต.อ. สำราญ นวลมา สอบถามกลับทันทีว่า จะอ้างไม่รู้ได้อย่างไรในเมื่อมีหลักฐานเป็นบัตรประจำตัวประชาชน 2 คน

ส่วนผู้ต้องหาหญิงชาวเชียงดาว ที่เป็นคนนำชื่อลูกชายอายุ 5 ขวบที่เสียชีวิตแต่ไม่ได้แจ้งตาย แต่กลับมีเจ้าหน้าที่ของอำเภอเชียงดาวประสานมาว่า ขอใช้ชื่อลูกชายให้กับเด็กชาวจีน โดยได้รับค่าเดินทาง 500 บาท เบื้องต้น สารภาพไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นผิดกฎหมาย เพราะตัวเองไม่รู้หนังสือ

พล.ต.อ.สำราญ ไล่ไทม์ไลน์ของนายเมียว พบว่า ตั้งแต่ปี 2556 นายเมียวเริ่มเข้ามาประเทศไทย โดยใช้พาสปอร์ตสัญชาติเมียนมา
เดือน เม.ย. 2559 จัดตั้งบริษัทเคทองลี่ เป็นบริษัทแรก
เดือน พ.ค. 2559 ทางการจีนออกหมายจับ
เดือน ก.พ. 2560 จัดตั้งบริษัทเออีซี ซึ่งเป็นบริษัทที่ 2 และบริษัทเคทีแอล เป็นบริษัทที่สาม
10 ก.พ. 2561 ใช้พาสปอร์ตเมียนมา
ปี 2564 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนจีน
17 ก.ย. 2564 นำลูกชายเข้ามาที่ประเทศไทย และดำเนินการสวมสิทธิ์ และไขว้หุ้นบริษัท กระทั่งถูกจับกุมปี 2569

ด้าน นายพีรธร วิมลโลหการ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. กล่าวว่า ถึงแม้ตัวผู้ต้องหาในคดีนี้มีหมายจับในเรื่องของทุจริตจากประเทศจีน แต่ว่าความผิดทุจริตก็เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานของกฎหมายฟอกเงินด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็สามารถดำเนินการเกี่ยวกับยึดอายัดทรัพย์สินได้ แต่ในกรณีนี้ หากเราได้รับคำร้องขอจากทางประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เขาทุจริตมาเสียหายเท่าไหร่ เราก็สามารถยึดทรัพย์สินแล้วก็นำไปคืนให้กับทางการจีนได้ แต่ในส่วนทรัพย์สินอื่นๆ หากมีการพิสูจน์ได้ว่านำเงินที่ได้จากการทุจริตมาลงทุน มีดอกผลเกิดขึ้น ตรงนี้สำนักงาน ปปง. ก็สามารถยึดอายัดทรัพย์สินไว้ได้เช่นเดียวกัน

สำหรับความผิดของผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย แบ่งเป็น
นายเมียว หรือ นายลี่ มีความผิดในข้อหา ‘บุคคลต่างด้าว ซึ่งยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทย ช่วยเหลือให้ถือหุ้นแทน’ ตามพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และยังมีหมายจับคดีทุจริตในประเทศจีน รวมถึงคดีทำร้ายร่างกายที่อยู่ในชั้นศาล
นายธนดล (ลูกชาย) มีความผิดฐาน ใช้หรือแสดงบัตรอันเกิดจากการยื่นคำขอบัตรโดยไม่ได้มีสัญชาติไทยด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ
นางสาวนาฝา (แม่ทิพย์) มีความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกับเจ้าพนักงาน ใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนราษฎร์โดยมิชอบ
พนักงานขับรถของบริษัท (นอมินีคนไทย) มีความผิด ตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
ขณะนี้อยู่ระหว่างการตามจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นนอมินี อีก 2 ราย