"ทนายอนันต์ชัย-มหาหมี" แถลงป้อง "พระมหาธีรนาถ" ยันข้อกล่าวหาไร้มูล จ่อเอาผิดสื่อ-เจ้าหน้าที่รัฐ ให้เวลา 7 วันขอขมา

วันนี้ (15 ก.ย. 2569) ที่ทำการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายประยุทธ ประเทศเสนา หรือ มหาหมี รองประธานมูลนิธิฯ ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่มีสื่อมวลชนและรายการข่าวช่องหนึ่งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ประธานที่พักสงฆ์ภูผาสูง หรือที่พักสงฆ์ภูกระแต จ.นครราชสีมา โดยมีการกล่าวอ้างถึงประเด็นเรื่องการมีภรรยาและบุตร การถูกจับสึกจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม การบุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงการบริหารจัดการเงิน

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพระมหาธีรนาถเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง โดยระบุว่ามีการร้องเรียนตั้งแต่ปี 2550, 2556, 2559 และล่าสุดในปี 2569 รวม 4 ครั้ง และทุกครั้งได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวม 9 หน่วยงาน

โดยมูลนิธิฯ อ้างว่าผลการตรวจสอบที่ผ่านมาไม่พบมูลตามข้อกล่าวหา และยืนยันว่าพระมหาธีรนาถยังคงเป็นพระภิกษุโดยชอบตามพระธรรมวินัย

ส่วนประเด็นหญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภรรยาและเกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 45 ล้านบาท นายอนันต์ชัยชี้แจงว่า บุคคลดังกล่าวคือ น.ส.ศรีประภา ซึ่งเป็นบุตรสาวของแม่บุญธรรมของพระมหาธีรนาถ โดยมูลนิธิฯ ระบุว่า ครอบครัวดังกล่าวเป็นผู้มีฐานะและมีจิตศรัทธา นำทรัพย์สินส่วนตัวมาสนับสนุนการก่อสร้างวัดและเสนาสนะเพื่อพระพุทธศาสนา

ขณะเดียวกัน นายอนันต์ชัย ยังระบุว่า วัดราชบพิธฯ ได้มีหนังสือยืนยันว่า ไม่เคยมีประวัติการจับสึกพระมหาธีรนาถตามที่มีการกล่าวอ้าง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของข้อร้องเรียน โดยอ้างว่าอาจมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางส่วนอยู่เบื้องหลังการส่งบัตรสนเท่ห์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายมูลนิธิฯ และยังต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง

ด้าน นายประยุทธ หรือ มหาหมี ชี้แจงประวัติของพระมหาธีรนาถว่า ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่เป็นสามเณรในสายกรรมฐาน และเคยติดตามครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ อาทิ หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

โดยระบุว่า ในช่วงที่เป็นสามเณร โยมมารดาของคุณศรีประภาได้รับสามเณรธีรนาถเป็นบุตรบุญธรรม และให้คุณศรีประภาช่วยดูแลในฐานะน้องชาย

ต่อมาในปี 2537 สามเณรธีรนาถได้ลาสิกขาเป็นครั้งแรก โดยนายประยุทธระบุว่าเป็นการลาสิกขาโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พร้อมระบุว่ามีหลักฐานหนังสือสุทธิและเอกสารการพ้นสังกัดวัดราชบพิธฯ ซึ่งลงนามโดยอดีตเจ้าอาวาส ยืนยันว่าไม่ได้ถูกจับสึก

หลังจากนั้น พระมหาธีรนาถได้กลับมาอุปสมบทอีกครั้ง โดยนายประยุทธระบุว่า หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้มอบหมายให้ขึ้นไปดูแลผืนป่าภูกระแต ซึ่งมีพื้นที่กว่า 2,800 ไร่

ต่อมากรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดสรรพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน โดยแบ่งพื้นที่เป็น ที่พักสงฆ์ภูผาสูง บริเวณบนภูเขา ซึ่งมีพระมหาธีรนาถเป็นประธานที่พักสงฆ์ และ วัดป่าภูผาสูง ซึ่งอยู่บริเวณด้านล่าง โดยมูลนิธิฯ ยืนยันว่าเป็นคนละพื้นที่และมีการปกครองแยกจากกัน

สำหรับข้อสงสัยเรื่องบัญชีธนาคาร นายประยุทธอธิบายว่า เนื่องจากที่พักสงฆ์บนภูเขายังไม่ได้รับการยกฐานะเป็นวัดหรือนิติบุคคล การเปิดบัญชีเพื่อรับปัจจัยสำหรับก่อสร้างเสนาสนะจึงจำเป็นต้องใช้ชื่อบุคคลตามแนวทางปฏิบัติ พร้อมยืนยันว่าเงินที่ได้รับถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างศาสนวัตถุและกิจการที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา

ด้านนายอนันต์ชัย กล่าวถึงประเด็นทางกฎหมาย โดยตั้งคำถามไปยังผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ถึงกรณีเอกสารทางราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไปปรากฏอยู่กับสื่อมวลชนได้อย่างไร

นายอนันต์ชัย ระบุว่า หากตรวจสอบพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการนำเอกสารออกไปโดยมิชอบ มูลนิธิฯ จะพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

นอกจากนี้ มูลนิธิทนายกองทัพธรรมยังประกาศให้เวลา 7 วันแก่สื่อมวลชน และทีมงานรายการที่นำเสนอข้อมูลดังกล่าว ให้ทำหนังสือขอขมาต่อพระมหาธีรนาถ หากพ้นกำหนดและไม่มีการดำเนินการตามที่เรียกร้อง มูลนิธิฯ ระบุว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหาธีรนาถยังเป็นประเด็นที่คู่กรณีมีข้อมูลและมุมมองแตกต่างกัน โดยฝ่ายมูลนิธิทนายกองทัพธรรมยืนยันความบริสุทธิ์ของพระมหาธีรนาถ ขณะที่ข้อเท็จจริงในส่วนที่มีการกล่าวหาจะต้องพิจารณาจากเอกสารหลักฐานและการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป