"ขวัญ อุษามณี" เชื่อมีคนอยู่เบื้องหลังชายปริศนาบุกคุกคาม ลั่น ขอให้มาต่อสู้กันแบบแมนๆ

ภายหลังจากที่ “ขวัญ อุษามณี” นักแสดงชื่อดัง ถูกชายปริศนาเข้าประชิดตัวพร้อมพูดจาในลักษณะข่มขู่ทำให้เจ้าตัวเกิดความกลัว และได้เข้าแจ้งความที่ สน.ลุมพินี  โดยทางขวัญ อุษามณีได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนานกว่า 4 ชั่วโมง ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่ถูกชายปริศนาเข้าประชิดตัว ขณะทำกิจกรรมกับกลุ่มแฟนคลับ โดยเป็นกิจกรรมวิ่งร่วมกัน มีคนมาร่วมวิ่งประมาณ 40-50 คน ขวัญเล่าว่า ปกติตนเองจะไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาทำร้ายหรือโจมตีได้ง่ายๆ และจะพยายามป้องกันตัวเองอยู่แล้ว แต่ในช่วงเกิดเหตุเป็นจังหวะที่ตนวิ่งออกจากกลุ่มเพื่อนไปไม่ถึง 1 นาที โดยวิ่งนำหน้าไปไม่ไกล และยังมองเห็นกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังอยู่ จากนั้นมีชายคนหนึ่งเข้ามาประชิดตัวในระยะใกล้ และจ้องหน้าอย่างเขม็ง ในลักษณะเหมือนต้องการข่มขู่และทำให้กลัว พร้อมระบุว่า หากชายคนดังกล่าวมีอาวุธก็คงมีอันตรายแล้ว แต่ขณะนั้นเขาไม่มีอาวุธ เขาจ้องในลักษณะที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ตอนแรกตนคิดว่าอาจเป็นแฟนคลับ แต่จากท่าทีและสายตา ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่ลักษณะของคนที่มาชื่นชอบตน

 

ซึ่งในระหว่างนั้นตนจะพยายามพูดคุยเรื่องอื่นและเกลี้ยกล่อม เพื่อถ่วงเวลา จนชายคนดังกล่าววกกลับมาพูดถึงสิ่งที่ต้องการจะสื่อ โดยพูดถึงวันที่ “5 ธันวาคม” และบอกว่า “เดี๋ยวขวัญจะต้องเปลี่ยนคำพูด ภายใน 3 เดือน อีก 3 เดือนเดี๋ยวก็รู้เรื่อง”  ขวัญพยายามพูดคุยและรอให้กลุ่มคนที่มาร่วมกิจกรรมตามมาถึง ซึ่งในกิจกรรมครั้งนี้มีอาของตนเองเป็นอดีตตำรวจมาร่วมวิ่งด้วย ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะบอกว่า หากอยากรู้ว่าอีก 3 เดือนจะเป็นอย่างไร ให้โทรศัพท์ไปหาผู้ใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตนักการเมืองและอดีตหัวหน้าตำรวจ พอได้ยินแบบนั้นจึงให้อาช่วยประสานงานไปยัง สน.ลุมพินี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดำเนินการควบคุมตัวชายคนดังกล่าว

 

ซึ่งตนได้บอกกับชายคนนั้นกล่าวว่าให้นำบัตรประชาชนมา แต่ชายคนนั้นอ้างว่าประชาชนอยู่ที่รถ จึงมอบโทรศัพท์มือถือมาให้ บอกว่าให้เอาโทรศัพท์มือถือไปก่อน เดี๋ยวจะไปเอาบัตรประชาชนที่รถ จากนั้นมี รปภ.ในสวน 2 คน และแฟนคลับอีก 1 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามไป แต่ระหว่างที่เกิดความชุลมุน ชายคนดังกล่าวได้หลบหนีและหายตัวไป โดยขวัญระบุว่า แม้จะมีคนติดตามประมาณ 3-4 คน แต่ชายคนดังกล่าวก็สามารถหลบหนีไปได้

 

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับคดีแตงโม เนื่องจากขวัญเคยเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน ขวัญกล่าวว่า ขอให้ทุกคนลองมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่ตนอายุ 3 ขวบ ไม่เคยมีใครมีเจตนาจะทำให้ตนเกิดอันตรายในลักษณะนี้ แต่หลังจากที่ตนเลือกทำความดีและทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวกลับเปลี่ยนแปลงไป และส่วนตัวมองว่าทำไมตนต้องมาพบเจอเรื่องราวแบบนี้ เพราะตนเลือกที่จะทำความดี ทุกคนควรที่จะปกป้องตน และอยู่เคียงข้างตน ไม่ควรมีใครที่มามีเจตนาข่มขู่หรือคุกคามแบบนี้ เพราะการกระทำแบบนี้ทำให้กลัวต่อการกระทำที่เราคิดว่าเราทำความดี

 

ขวัญยืนยันว่า ปัจจุบันยังเดินหน้าทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง หากสิ่งที่คิดว่าถูกต้องแต่ภายหลังพบว่าผิด ก็พร้อมกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยมองว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ผิดกฎหมาย กฎบ้าน กฎเมือง หรือขนบธรรมเนียมประเพณี และเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรทำ ไม่ใช่เฉพาะตัวเอง

 

ส่วนแนวทางหลังจากให้ข้อมูลกับตำรวจ ขวัญระบุว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนและดำเนินคดี ก่อนจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป

 

ขวัญยังเปิดเผยว่า ชายคนดังกล่าวมีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคเหนือ และในตอนแรกพูดภาษาเหนือกับตน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าที่อยู่ของชายคนดังกล่าวอยู่ใกล้กับบ้านตนเป็นอย่างมาก โดยขวัญตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะที่ชายคนดังกล่าวเข้ามาพบว่า ตนมาวิ่งตั้งแต่เวลา 07.00 น. และสวนเบญจกิติมีพื้นที่กว้าง แต่ชายคนดังกล่าวกลับเข้ามาได้ถูกจังหวะในช่วงที่ตนแยกออกจากกลุ่มไม่ถึง 1 นาที จึงมองว่าอาจมีการติดตามตนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มวิ่ง

 

เมื่อถามว่าพอจะมีใครอยู่ในใจหรือไม่ว่าอาจเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ขวัญระบุว่า ไม่ทราบว่าเป็นใคร และไม่ใช่แวดวงที่ตนจะต้องรู้จัก พร้อมกล่าวว่า หากคนที่ทำเป็นการทำความดี ก็คงออกมาแสดงตัว แต่ไม่ควรมาเล่นกันลับหลัง โดยเฉพาะตนเป็นผู้หญิงและเป็นเด็ก พร้อมมองว่าหากมีปัญหาควรต่อสู้กันแบบแมนๆ ต่อสู้กันตามกฎหมาย และใช้ความรู้มาพูดคุยกัน ไม่ใช่มาทำร้ายกันลับหลัง เพราะไม่ยุติธรรม

 

ส่วนเรื่องความปลอดภัย ขวัญระบุว่า ต้องขอความเห็นใจและความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่หลายฝ่าย เพราะแม้จะพยายามป้องกันตัวเอง แต่ก็ไม่เท่ากับคนที่มีเจตนาจะทำร้าย โดยยกเหตุการณ์ครั้งนี้ แม้จะมีคนมาร่วมวิ่งด้วย 40-50 คน แต่ชายคนดังกล่าวก็ยังสามารถหาโอกาสเข้ามาประชิดตัวได้ จึงขอให้คนที่สนับสนุนมาร่วมวิ่งด้วยกันมากขึ้น และระบุว่าจะพยายามไลฟ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทุกคนรับรู้ เห็นเหตุการณ์ และเป็นพยานไปพร้อมกัน

 

ส่วนกรณีที่ชายคนดังกล่าวมีการพูดหรือมีหลักฐานในลักษณะว่า “คิดถึงขวัญ” และอ้างว่าเป็นแฟนคลับ ขวัญระบุว่า สิ่งดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ชายคนนี้ต้องการให้เห็น และมองว่าเป็นหลักฐานที่สร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง หากชายคนดังกล่าวเป็นแฟนคลับหรือชื่นชอบตนจริง ก็น่าจะพยายามติดต่อมาก่อนที่ตนจะเข้าไปเป็นพยานในเรื่องของคดีแตงโม แต่กลับเริ่มมีการสร้างหลักฐานหลังจากวันที่ตนไปเป็นพยาน จึงมองว่าเป็นการตั้งใจสร้างเรื่องขึ้นมา

 

สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ชายคนดังกล่าวนำมาให้ดู ขวัญระบุว่า ภายในมีช่องทางการติดต่อ รูปถ่าย ธุรกรรมทางการเงิน และแชตการติดต่อสื่อสาร แต่แทบไม่มีบุคคลอื่นอยู่ในโทรศัพท์ โดยในไลน์มีเพียงขวัญและคนอื่นไม่เกิน 10 คน ส่วน Facebook มีเพียงขวัญและแบรนด์เครื่องสำอางเท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลอายุเกือบ 40 ปี จะไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักอยู่ในโทรศัพท์เลยหรือ

 

ขวัญยังยืนยันว่า จากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ตนรู้ว่าแฟนคลับของตัวเองเป็นกลุ่มไหน และมีลักษณะอย่างไร พร้อมระบุว่าชายคนดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะที่ตนรู้จัก และมองว่าเขาอาจเป็นคนป่วยคนหนึ่ง และอาจมีคำสั่งหรือถูกบงการมา

 

เมื่อถามว่าหากมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังอยากฝากอะไรถึงบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ขวัญตอบว่า “ไม่บอกเลยค่ะ ไม่ยุ่ง” เพราะไม่รู้จักบุคคลดังกล่าว ขณะที่อีกฝ่ายรู้จักตน และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่แมนแต่ก็ไม่ได้โกรธ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ทำเพื่อเอาตัวเองรอด แต่สิ่งสำคัญคือการใช้ชีวิตและทิ้งชื่อของตัวเองไว้ในความทรงจำของคนอื่น ไม่ควรทำให้ตัวเองเป็นจุดด่างพร้อยหรือทำให้วงตระกูลเสื่อมเสีย พร้อมมองว่า คนเราไม่ได้เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ แต่มีบรรพบุรุษ ลูก และหลาน จึงควรคิดว่าหากทำความผิดแล้ว คนในครอบครัวจะมองอย่างไร หรือหน้าเราจะอยู่บนบ่าได้หรือไม่