“สุริยะ” นั่งสามล้อ ลุยลงพื้นที่ตรวจกลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้าง จำกัด ชูโมเดลเกษตรกรรวมกลุ่ม สร้างรายได้ครบวงจร ตั้งแต่กรีดยาง แปรรูป ไปจนถึงปลูกพืชเสริมในช่วงต้นยางยังไม่ให้ผลผลิต ชี้หากทำได้และดี เกษตรกรไทยอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่เป็นภาระรัฐบาล

นายสุริยะ ระบุว่า ยางพาราที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปมีมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่หากนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 7 แสนล้านบาท และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรประมาณ 1.5 ล้านคน

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการยกระดับการรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยการยางแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด

นายสุริยะ ยก “สหกรณ์คลองช้าง” เป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มที่เห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะนอกจากรายได้จากการกรีดยางแล้ว ยังสามารถใช้พื้นที่ระหว่างต้นยางที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ ปลูกพืชอื่น เช่น สับปะรด เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรได้อีกทาง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกว่า 1,000 กลุ่ม หากสามารถรวมกลุ่มและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การยางแห่งประเทศไทยสามารถใช้เงินกองทุนเข้าไปสนับสนุน ทั้งโรงอบควัน การพัฒนาการผลิต รวมถึงการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร

“วันนี้ผมได้เห็นกับตาว่า จริง ๆ แล้วเกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันดี ๆ ประเทศไทยเราซึ่งมีเกษตรกรอยู่จำนวนมาก ก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระกับรัฐบาล” นายสุริยะกล่าว

ส่วนประเด็นมาตรฐาน EUDR ซึ่งเตรียมมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปีนี้ นายสุริยะ กล่าวว่า จากรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมประมาณ 98% และมองว่าการยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งออกและยกระดับราคายางพาราของไทยได้