ตำรวจเมืองขอนแก่น ออกหมายเรียก "ป้าดา" เป็นครั้งที่ 2 ให้เวลา 15 วันเช่นเดิม หากยังไม่มาพบอีกจะออกหมายจับตามขั้นตอน และขอให้ชายฉกกรรจ์ 9 คน ที่ร่วมกันก่อเหตุ รวมถึงทหารนอกราชการอีก 1 คน เข้ามาพบเจ้าหน้าที่ แม้จะยังไม่มีหมายเรียก
วันที่ 28 ส.ค. 2569 หลังจากที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น ได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 น.ส.ชมมณี หรือป้าดา ให้มาพบพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 27 ส.ค. 2569 แต่สุดท้าย ป้าดายังไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน
พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า วันนี้ (28 ส.ค.) จึงเป็นวันที่พนักงานสอบสวนต้องออกหมายเรียก น.ส.ชมมณี เป็นครั้งที่ 2 โดยยังคงกำหนดระยะเวลาเช่นเดิม คือ 15 วัน ให้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันบุกรุก” และฝากถึง น.ส.ชมมณี ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานและหลักฐานในคดีไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ขั้นตอนการออกหมายเรียกก็ดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการออกหมายเรียกครบ 2 ครั้งแล้ว น.ส.ชมมณี ยังไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน และไม่มีการติดต่อประสานงานหรือแจ้งเหตุจำเป็นว่าเหตุใดจึงไม่สามารถมาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยครั้งที่ 3 จะเป็นการดำเนินการออกหมายจับในข้อหา “ร่วมกันบุกรุก”

ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น บอกอีกว่า การออกหมายเรียกให้ น.ส.ชมมณี มารับทราบข้อกล่าวหา เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและการปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุยังมีชายฉกรรจ์ที่ร่วมกันก่อเหตุอีกประมาณ 9 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครเดินทางมาพบตำรวจ และเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ออกหมายเรียก เนื่องจากไม่ทราบชื่อและที่อยู่ มีเพียงใบหน้าที่ปรากฏตามคลิป จึงขอให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่เกี่ยวข้องเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วน รวมถึงทหารนอกราชการอีก 1 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เดินทางมาพบตำรวจเช่นกัน โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
ขณะเดียวกัน ภายหลัง “ป้าดา” ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงสิ่งที่ระบุว่าเป็น “หลักฐานเด็ด” โดยตั้งข้อสังเกตในประเด็นการเข้ามาเป็นเจ้าอาวาส และการแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้พระอาจารย์สุพัฒน์ เป็น “พระครูอดุลสารนิเทศ” เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ว่าเป็นไปโดยมิชอบนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดตราชูวนาราม เพื่อขอเข้าพบพระครูอดุลสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตราชูวนารามรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และรับรู้เรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวข้องกับพระครูอดุลสารนิเทศ รวมถึงเรื่องของพ่อเฮียง พิมพ์ศรี ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากวัดตราชูวนาราม และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทางวัดด้วยดีมาโดยตลอดจนพ่อเฮียงเสียชีวิต ก่อนจะนำอัฐิมาไว้ที่วัดตราชูวนาราม พ่อเฮียงยังเป็นตัวแทนดำเนินการเรื่องโฉนดที่ดิน เพื่อสร้างวัดป่าอดุลยารามให้เป็นวัดสาขาอีกแห่งของวัดตราชูวนาราม โดยความสัมพันธ์ระหว่างวัดตราชูวนารามกับวัดป่าอดุลยารามมีความเป็นมายาวนาน และพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ข้อพิพาท มีพระสงฆ์เข้าใช้เป็นที่พักสงฆ์มาตั้งแต่ก่อนปี 2507 ต่อมาจึงมีการดำเนินการเรื่องโฉนด โดยสลักชื่อพ่อเฮียง พิมพ์ศรี เพื่อให้สามารถดำเนินการสร้างวัดในพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายจนถึงปัจจุบัน

















