จาก DOA TOGETHER สู่ MOAC BALANCE TOGETHER วาง "คน–ความรู้–เทคโนโลยี–ความร่วมมือ" เปลี่ยนผ่านเกษตรไทย
ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องแต่งตั้ง นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เป็นการทดแทนตำแหน่งนายวิณะโรจน์ ทรัพย์สมสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 นี้

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของ “รพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์” ไม่ได้มีความหมายเพียงการเปลี่ยนผู้บริหารสูงสุดฝ่ายประจำของกระทรวงเท่านั้น แต่ยังน่าจับตาว่าแนวคิดและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดเส้นทางราชการ จะถูกนำมาใช้เปลี่ยนโฉมการบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างไร
ภาพดังกล่าวปรากฏค่อนข้างชัดจากการบรรยายพิเศษเรื่อง “บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Management)” สดๆร้อนๆ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่ง “รพีภัทร์” วางกรอบความคิดไว้ว่า ผู้นำในยุคปัจจุบันไม่สามารถทำหน้าที่เพียงบริหารงานเดิมให้ดีขึ้น แต่ต้องสามารถพาองค์กรไปสู่อนาคตได้ โดยสรุปแนวคิดไว้ว่า “ผู้นำในอดีตอาจสร้างความสำเร็จจากการบริหารงานให้ดี แต่ผู้นำในวันนี้ต้องสร้างอนาคตด้วยการนำการเปลี่ยนแปลง”
นี่จึงเป็นแกนสำคัญของแนวคิด “รพีภัทร์โมเดล” ที่ไม่ได้มองกระทรวงเกษตรฯ เป็นเพียงองค์กรราชการขนาดใหญ่ แต่เป็นองค์กรที่ต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับโลก

“รพีภัทร์” มีพื้นฐานการศึกษาที่ผสมผสานทั้งเศรษฐศาสตร์และการบริหารรัฐกิจ จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนจิตรลดา ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์จาก Chaminade University of Honolulu, Hawaii สหรัฐอเมริกา
เส้นทางราชการ เขาผ่านตำแหน่งสำคัญตั้งแต่ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร
ขณะเดียวกัน ยังมีประสบการณ์ด้านการเกษตรระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น ทั้งอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร และอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอดจนเคยดำรงตำแหน่งอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรประจำกรุงโรม และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/United Nations

ที่สำคัญ ผ่านหลักสูตรผู้นำระดับโลกและระดับชาติ Leaders in Development จากสถาบันระดับโลก Harvard Kennedy School, Harvard University, USA ผ่านหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 11 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ , หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท. รุ่นที่ 24) , หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส. รุ่นที่ 1) , หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน. รุ่นที่ 19) , หลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เกียรติยศสูงสุดได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ในปี พ.ศ. 2569

นอกจากนี้ ยังเคยเป็นประธานสมัชชาความร่วมมือดินโลกคนแรกของโลก และประธาน Asia Soil Partnership/FAO รวมถึงทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของไทยในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้รพีภัทร์มองเกษตรไทยในมิติที่กว้างกว่าเรื่องการผลิต เพราะเกษตรยุคใหม่ต้องเผชิญพร้อมกันทั้ง Food Security, Trade Barrier, ความคาดหวังของผู้บริโภค, AI Technology, การแข่งขันทางการค้า ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่ของโลก
ภายใต้แนวคิด “From Vision to Transformation : Leading Thai Agriculture into the Future” รพีภัทร์จึงมองว่า วิสัยทัศน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้เกิด “การเปลี่ยนผ่าน” จริง ทั้งในระบบงาน คน เทคโนโลยี และวิธีคิดขององค์กร
หนึ่งในแนวคิดที่เห็น “ลายเซ็นการบริหาร” ชัดที่สุด คือคำว่า TOGETHER

ในช่วงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร “รพีภัทร์” ผลักดันแนวคิด DOA TOGETHER เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันภายในองค์กร และต่อยอดด้วยกรอบ BALANCE ที่ไม่ได้มองบุคลากรเป็นเพียงกำลังผลิตผลงานราชการ แต่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน ทั้งสุขภาพ ทีมเวิร์ก ความสัมพันธ์ ความรักและความสุขในการทำงาน การเห็นคุณค่าความสำเร็จ ความมั่นคงทางการเงิน ครอบครัว ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เมื่อ “รพีภัทร์” ก้าวขึ้นสู่ระดับกระทรวง แนวคิดดังกล่าวจึงมีความน่าสนใจตรงที่อาจถูกขยายจาก DOA TOGETHER ไปสู่ MOAC BALANCE TOGETHER กล่าวคือ จากการทำให้ “กรมวิชาการเกษตรเดินไปด้วยกัน” ไปสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าว่า จะทำอย่างไรให้หลายกรม หลายหน่วยงาน และหลายวัฒนธรรมองค์กรในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถเดินไปในทิศทางเดียวกันได้
แนวคิดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับอีกหลักคิดสำคัญที่ “รพีภัทร์” กล่าวไว้ว่า “การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากอำนาจ แต่เกิดจากความศรัทธาและความร่วมมือ”
นั่นหมายความว่า การบริหารกระทรวงเกษตรฯ ในมุมของเขาอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนการสั่งการจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้แต่ละหน่วยงานเห็นเป้าหมายเดียวกัน และเชื่อว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายนั้น
จึงนำไปสู่อีกคำสำคัญคือ Shared Vision

“รพีภัทร์” มองว่า “เรื่องใหญ่ระดับประเทศสำเร็จได้ด้วย Shared Vision และเครือข่าย” และในภาพแนวคิด “Vision Shared Future” ยังวางผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรทั้งหมดไว้ในวงเดียวกัน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัยและการศึกษา เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคการเงิน นักลงทุน และภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม
หากถอดเป็นแนวทางบริหารกระทรวง นั่นหมายถึงการเปลี่ยนจาก “ต่างกรมต่างทำ” ไปสู่ “หนึ่งกระทรวง หนึ่งทีม หนึ่งเป้าหมาย” เรื่องน้ำต้องเชื่อมกับพืช พืชต้องเชื่อมตลาด ตลาดต้องเชื่อมมาตรฐาน มาตรฐานต้องเชื่อมงานวิจัย และทุกอย่างต้องเชื่อมกับข้อมูลและเกษตรกร
อีกเสาหลักหนึ่งคือ Digital Transformation ซึ่ง “รพีภัทร์” ให้ความหมายไว้อย่างชัดเจนว่า “ไม่ใช่เพียงระบบ IT แต่คือการเปลี่ยนวิธีทำงาน”
ประสบการณ์จากการเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ ทำให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการเชื่อมข้อมูลและใช้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนระบบดิจิทัล

ด้านเศรษฐกิจการเกษตร แนวคิดของ “รพีภัทร์” ย้ำหลัก “ตลาดนำการผลิต” และ “ตลาดนำการวิจัย” คือผลิตให้ตอบโจทย์ตลาด วิจัยให้ตอบโจทย์ปัญหา และพัฒนาสินค้าเกษตรให้ปลอดภัย มูลค่าสูง ยั่งยืน และแข่งขันได้
ขณะที่เทคโนโลยีอย่าง Gene Editing, AI Chatbot รวมถึงการพัฒนา DOA Future Lab ถูกมองเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และนำองค์ความรู้ไปถึงเกษตรกร โดย Gene Editing ถูกระบุว่าเป็น “เครื่องมือยุทธศาสตร์” สำหรับการพัฒนาพันธุ์พืชและเกษตรสมัยใหม่
ด้านสิ่งแวดล้อมก็ใช้หลักคิดเดียวกัน คือไม่มองเรื่องคาร์บอนเป็นเพียงภาระ แต่ต้อง “เปลี่ยนข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ” ผ่านการผลิตพืชคาร์บอนต่ำ Carbon Credit และมาตรฐานที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร
อีกด้านหนึ่งคือการใช้มาตรฐานเป็นเกราะป้องกันตลาด เช่นกรณี GAP Monkey Free Plus ที่กรมวิชาการเกษตรใช้ตอบโจทย์ข้อกังวลด้านแรงงานลิงในอุตสาหกรรมมะพร้าว โดยดึงภาครัฐ สมาคม ผู้ผลิต และผู้ส่งออกเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดต่างประเทศ

เมื่อประกอบทุกแนวคิดเข้าด้วยกัน ภาพการบริหารกระทรวงเกษตรฯ ของ “รพีภัทร์” จึงมีแกนสำคัญคือ Vision - Transformation - Balance - Together
มีวิสัยทัศน์ร่วม กล้าเปลี่ยนระบบ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เชื่อมงานวิจัยกับตลาด สร้างคนในองค์กร และดึงทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นเครือข่ายเดียวกัน
แต่บทพิสูจน์สำคัญที่สุดจะไม่ใช่ว่ากระทรวงมีเทคโนโลยีมากขึ้นหรือมีโครงการใหม่มากเพียงใด
มาตรวัดที่แท้จริงอยู่ที่ว่า เกษตรกรมีต้นทุนลดลงหรือไม่ รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ตลาดมั่นคงขึ้นหรือไม่ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่
เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเรียกว่า Digital Transformation, Shared Vision หรือ MOAC BALANCE TOGETHER เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงระบบราชการเกษตรต้องเดินไปถึงชีวิตของเกษตรกร
และนั่นสอดคล้องกับบทสรุปสำคัญของ “รพีภัทร์” ที่ว่า
“ความท้าทายของวันนี้ ไม่มีหน่วยงานใดแก้ไขได้เพียงลำพัง และอนาคตของภาคเกษตรไทย จะไม่ได้แข่งขันกันที่ทรัพยากร แต่แข่งขันกันที่ความรู้ เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความสามารถในการปรับตัว”

จาก DOA TOGETHER สู่ MOAC BALANCE TOGETHER จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นการเปลี่ยนชื่อแนวคิดจากระดับกรมขึ้นสู่ระดับกระทรวง แต่คือความพยายามเปลี่ยนกระทรวงที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงาน ให้กลายเป็นองค์กรเดียวที่คิดร่วม ทำร่วม และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ร่วมกัน
นี่คือโจทย์ใหญ่บนเก้าอี้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของ “รพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” ว่า จะสามารถเปลี่ยน “Vision” ให้เป็น “Transformation” และทำให้คำว่า TOGETHER เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ห้องประชุมของกระทรวงไปจนถึงแปลงเกษตรของชาวบ้านได้มากเพียงใด
#ปลัดกระทรวงเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #รพีภัทร์ #รพีภัทร์จันทรศรีวงศ์














