ตร. เปิดไทม์ไลน์-แรงจูงใจ "เด็ก 14" ก่อนก่อเหตุรุนแรง "เทพศิรินทร์ นนทบุรี" พบศึกษาการใช้ปืนนาน 2 ปี เผยปมเหตุมาจากครอบครัว-โรงเรียน-เพื่อน-โซเชียล
วันที่ 9 ส.ค. 69 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.เดชรภี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดทำคดีกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าทางคดี หลังสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง ทั้งครู และนักเรียนในเหตุการณ์ไปแล้วเกือบ 20 ปาก แบ่งเป็นเพื่อนนักเรียน และเพื่อนร่วมชั้นเรียน ประมาณ 6-7 ปาก ส่วนที่เหลือเป็นครู และขณะนี้ ยังเหลือครูภาษาไทยที่ยังไม่ได้เดินทางมาให้ปากคำ
โดยในที่ประชุมได้ไล่เรียงสรุปไทม์ไลน์ตั้งแต่แบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 : เดินทางมาโรงเรียน ทำกิจกรรมเคารพธงชาติ
- เวลา 09.53 น. ก่อเหตุยิงครูคนแรกเสียชีวิตในห้อง 3/8 บริเวณชั้น 6
ระยะที่ 2 เริ่มก่อเหตุอาคาร 5 ชั้น 6 และชั้น 5
- เวลา 09.54 น. หลังจากก่อเหตุยิงครูคนแรกแล้ว ก็ย้ายไปห้อง 565 ยิงครูเสียชีวิต 2 ราย ยิงนักเรียน 1 ราย
- ผู้ก่อเหตุลงมาชั้น 5 เปลี่ยนแม็กกาซีนและพยายามก่อเหตุยิง แต่อาวุธปืนขัดข้อง
- เวลา 10.02 น. ผู้ก่อเหตุลงมาชั้น 4 ก่อนจะก่อเหตุยิง รองผู้อำนวยการ และเลขาฯ ขณะที่ตำรวจสายตรวจ สภ.ปรายบาง มาถึง
ระยะที่ 3 ก่อเหตุต่อเนื่อง บริเวณชั้น 3 ชั้น 2 และชั้น 1
- พยายามยิงใส่กลุ่มครูและนักเรียน และได้ไปเจอกับภารโรง แต่ผู้ก่อเหตุไม่ทำร้าย เนื่องจากไม่ใช่ครู และเดินไปอาคาร 4 ระหว่างทางมีการบรรจุกระสุน
ระยะที่ 4 ตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
- เวลา 10.03 น. ตำรวจสายตรวจขอกำลังสนับสนุนในพื้นที่
- เวลา 10.08 น. เจ้าหน้าที่พยายามเจรจาและสั่งให้ผู้ก่อเหตุหยุดยิง
- เวลา 10.10 น. ผู้ก่อเหตุยิงตัวเองเสียชีวิต จากนั้นชุดสืบสวนจัดรูปแบบยุทธวิธีเข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณอาคาร 4
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมร่วมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการยำพยานหลักฐานมาตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ก่อเหตุ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน หามูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุแล้ว ซึ่งใช้เวลาประชุม ประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.ต.ต.อรรถพล ระบุว่า ตอนนี้สอบปากคำไปแล้ว 17 ปาก ส่วนครูภาษาไทย เรียกไปแล้วแต่ยังไม่ได้มาให้ปากคำ และมีการนำพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งอาวุธปืน ปลอกกระสุน ซอง โทรศัพท์ พีซีที่เกี่ยวข้อง ส่งกองพิสูจน์หลักฐานหมดแล้ว รวมถึงมีดของเด็กผู้ก่อเหตุที่พกมาในกระเป๋าที่โรงเรียนด้วย ส่วนการไปตรวจสอบภายในบ้าน ก็มีการเอาพีซีมาตรวจสอบทำให้พบว่ามีการดูสื่อโซเชียลที่ใช้ความรุนแรง ส่วนกระเป๋าเด็กนักเรียนพบมีกุญแจบ้านอยู่ในกระเป๋า ส่วนทำไมต้องล็อกกุญแจ ตนเองไม่ขอลงรายละเอียด
ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุ จากการสอบปากคำ และจากการตรวจสอบ พบว่า ประกอบด้วยหลายสาเหตุ ทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาในโรงเรียน และการมีปัญหากับเพื่อน รวมถึงการดูสื่อโซเชียล
ส่วนมีปัญหามานานแค่ไหนแล้วนั้น จากข้อมูลพบว่าตัวของน้องผู้ก่อเหตุอยู่กับปู่ย่ามา 12 ปี หลังพ่อแม่แยกทางตั้งแต่ 2 ขวบ และมีปัญหาการเรียนบ้างทะเลาะกับเพื่อนบ้าง ทั้งนี้ จากการสอบพยาน ยังพบอีกว่า น้องเริ่มมีการศึกษาการใช้อาวุธปืนมา 1-2 ปีแล้ว และเป็นการศึกษาโดยการดูสื่อโซเชียล เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีการเข้าไปฝึกซ้อมที่สนาม
ส่วนอาวุธปืนที่เคยนำมาที่โรงเรียน เป็นปืนบีบีกัน ซึ่งพบว่า นำมาที่โรงเรียนเมื่อประมาณปีที่แล้ว เอาเข้ามาแล้วถูกครูยึด แต่ยังไม่มีข้อมูลว่า ขอให้ซื้อใหม่เพราะปืนบีบีกัน น้องซื้อเองจากอินเทอร์เน็ต
พร้อมย้ำอีกว่า จากที่สอบพยานที่เกี่ยวข้องเชื่อว่าเป็นหลายสาเหตุประกอบกัน ดังนั้นมองว่า คนที่ดูแลเด็กต้องสอดส่องพฤติกรรม รับฟังให้มากขึ้น สนใจปัญหาให้มากขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าเด็กคิดอะไร แล้วไปศึกษา เราอาจจะต้องให้ความสนใจว่าเด็กเขาดูอะไรบ้าง โดยเฉพาะเพื่อนสนิท หากเขาเล่าอะไรให้ฟังก็ควรจะต้องไปสื่อสารกับคุณครู รวมถึงการเก็บอาวุธปืนก็ฝากเตือนไปยังผู้ปกครอง ควรเก็บให้ห่างไกลมือไม่ควรเอามาให้เห็น
ทั้งนี้ ตำรวจจะต้องมีการเพิ่มมาตราการในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนกลับเข้ทไปเรียนให้เกิดความอุ่นใจ โดยตำรวจได้เพิ่มมาตรการสายตรวจเข้าไปเพิ่มเติมด้วย

















