โฆษกกองทัพบก เชื่อ ข้อมูล กมธ.ทหาร เรื่องบังเกอร์ อาจจะไม่ครบถ้วนและไม่มีข้อมูลจากฝ่ายปฏิบัติ ย้ำ บังเกอร์แต่ละพื้นที่ไม่มีข้อกำหนดตายตัว เป็นไปตามหลักยุทธวิธี และไม่ใช่ฐานที่มั่นถาวรเพียงแค่ใช้ป้องกันอาวุธให้ปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง ระบุ เมื่อหยุดใช้อาวุธต้องมีการเสริมความมั่นคง
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการทหาร คนที่ 3 สภาผู้แทนราษฎร ออกมาแถลงกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพและความคุ้มค่าในการก่อสร้างบังเกอร์ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด
โดยย้ำว่า จริงๆมาตรฐานของบังเกอร์ไม่ได้มีข้อกำหนดหรือคุณลักษณะเฉพาะ แต่ลักษณะทางยุทธวิธีเรื่องบังเกอร์หรือหลุมบุคคล คือสถานที่ที่จะทำให้กำลังพลปลอดภัยโดยจะเริ่มจากการขุด เริ่มจากการเป็นเนินดิน และพัฒนาเป็นกระสอบทราบ ซึ่งฝั่งกับกัมพูชาเองก็จะมีการขุดบังเกิดเช่นกันและในระบบราชการของไทยจะใช้กระสอบทรายเป็นหลักเพราะกันอันตรายทั้งสะเก็ดระเบิดและกระสุนปืนเล็ก จึงมองว่า พรรคประชาชนอาจจะข้อมูลไม่ครบ เพราะสิ่งที่ดำเนินการในพื้นที่กองทัพภาคที่2 มีความแข็งแรงมากและสูง กว่าระบบมาตรฐานปกติทั่วไป เพราะ พื้นที่กองทัพภาคที่สองเผชิญภัยคุกคามและเป็นพื้นที่ที่มีการเพ็งเล็งการใช้อาวุธสูงมาก โดยเฉพาะการใช้อาวุธในบักษณะแบบหว่าน อย่างBM21 ดังนั้นกำลังพลที่ทำหน้าที่ในการตรวจการณ์อาจจะต้องมีเครื่องป้องกัน แต่ไม่ใช่ว่ากำลังพลทุกนายจะไปอยู่ในฐานที่มั่นบักษณะแบบนั้น เพราะเป็นข้อจำกัดทางยุทธวิธี
ส่วนกรณีพื้นที่ของ กองทัพเรือ ในจ.ตราด ที่มาที่ไปของบังเกอร์ดังกล่าวทำในช่วงหลังจากมีการปะทะกันในพื้นที่กองทัพภาคที่2ช่วงแรก ทำให้กองทัพเรือมีการเตรียมการสถานการณ์ว่าอาจจะมีการปะทะในพื้นที่ตัวเอง เลยเตรียมหาที่ป้องกันเป็นบังเกอร์ตามภาพที่ปรากฎ ซึ่ง สมมุติฐานการใช้อาวุธเพื่อทำบังเกอร์ของกองทัพเรือเป็นสมมุติฐานที่ต่างจากกองทัพภาคที่2 จึงถือเป็นคนละบริบทกัน จึงเชื่อว่าสส.อาจจะได่ข้อมูลที่แตกต่างกันและไม่มีรายละเอียดของแผนในเชิงยุทธวิธีมากกว่า และเชื่อว่า กรรมาธิการฯคงจะหารายละเอียดเพิ่มเติม
พลตรีวินธัย ยังบอกอีกว่า การได้รับข้อมูลอาจจะต้องได้รับข้อมูลจากผู้ปฏิบัติแต่ทราบว่าข้อมูลของ สส.มาจากชาวบ้าน ทำให้เชื่อว่าคงจะมีความคาดเคลื่อนและขาดความน่าเชื่อถือ และมองว่าควรจะมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่านี้ เพราะวันนี้มีปัญหาเรื่องของการรับรู่รับทราบและนำไปพูดต่อที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขิงหน่วย โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แบบนี้ หน่วยปฏิบัติทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจะต้องได้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชน ดังนั้นจุดเล็กๆที่กระทบต่อความเชื่อมั่น ก็จะมีผลต่อปฎิบัติงานของหน่วยแล้วจะนำไปสู่ประสิทธิภาพและความสำเร็จของงานด้วย
ส่วนกรณีเครื่องป้องกันที่เป็นกระสอบทรายอยู่บนบังเกอร์ เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะเกิดความเสื่อมสภาพ ทางกองทัพจะต้องเข้าไปตรวจสอบปรับปรุงหรือไม่นั้น พลตรีวินธัย ระบุว่า หากมองโดยหลักทาง ยุทธวิธีอาจจะมีการเปลี่ยนจุดการตั้งบังเกอร์ด้วย พอจะเป็นลักษณะของเป้านิ่งดังนั้นหลักทางยุทธวิธีสากลจึงใช้เป็นกระสอบทราย เพราะมีความอ่อนตัว และในทางยุทธวิธีไม่ได้หมายความว่ากำลังพลจะประจำอยู่ที่มั่นนั้นตลอด
ส่วนพื้นที่ของกองทัพบกที่ทำให้บังเกอร์เกิดความแข็งแรงจะเป็นจุดที่ทำทิ้งไว้เพื่อใช้ในการปะทะซึ่งจะมีความเสี่ยงแต่ก็จะมีจุดชดเชยอย่างอื่นในด้านยุทธวิธีที่จะป้องกันกำลังพลที่อยู่บริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ทุกๆบังเกอร์ไม่สามารถที่จะรองรับอาวุธ เพราะการประทะก็จะมีการเปลี่ยนระดับของอาวุธอยู่แล้ว ดังนั้นบังเกอร์ถึงไม่ใช่เครื่องป้องกันที่ให้กำลังพลอยู่แบบถาวรเพื่อปฏิบัติภารกิจทางทหารดังนั้นเมื่อเสื่อมสภาพไป และมีเวลาจึงต้องมีการเสริมความมั่นคง เมื่อหยุดการใช้อาวุธทุกคนจะต้องมาขุดเพิ่มและมาเสริมกระสอบทรายเพิ่มซึ่งถือเป็นระเบียบปฏิบัติประจำของกองทัพอยู่แล้วไม่ใช่มีข้าศึกก่อนแล้วถึงทำ
ทั้งนี้หากมองไปที่ฝั่งกัมพูชาก็จะเห็นว่ากัมพูชาก็ทำเช่นกันเมื่อมีเวลาทุกคนต้องทำไม่ว่าจะเป็นระบบในการฝึก เพราะเป็นระเบียบปฏิบัติประจำที่จะต้องมีการพัฒนา เพื่อต้องการให้สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่งทั้งปืนเล็กและสะเก็ดระเบิด แต่คงไม่ได้ทำเพื่อจะรองรับจรวดBM-21 เพราะถ้าเราทำแบบนั้นอะไรก็คงจะเอาไม่อยู่มันอาจจะอยู่ในนัดแรกแต่ในนัดต่อๆไปก็จะมีความอ่อนล้าด้วยตัวโครงสร้างและพังทลาย จึงขอให้เชื่อมั่นว่า สิ่งที่กองทัพได้ทำนั้นเเป็นไปตามเหตุที่ควรจะเป็น เพื่อให้กำลังพลเกิดความปลอดภัยในระดับหนึ่ง และให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างสมความมุ่งหมาย














