โฆษก ทบ. ยืนยันความพร้อมชายแดนไทย-กัมพูชา จับตาการเคลื่อนไหวใกล้พระวิหาร ย้ำไม่ประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดปะทะแรกของเหตุการณ์ปะทะรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนตั้งแต่ช่องบกถึงปราสาทพระวิหารเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพบกต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเส้นทางส่วนใหญ่มีความทุรกันดาร สะท้อนให้เห็นว่าการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่จริงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งการลาดตระเวน การส่งกำลังบำรุง และการเข้าถึงพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ทุกนายยังคงปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน กองทัพบกเร่งพัฒนาเส้นทางคมนาคมเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง พร้อมประสานกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในการวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าภารกิจด้านความมั่นคงยังเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพราะในอดีตฝ่ายกัมพูชาไม่ยึดถือกรอบข้อตกลงหลายครั้ง ทำให้พื้นที่ชายแดนยังคงมีความเสี่ยง และต้องรอให้สถานการณ์มีเสถียรภาพมากกว่านี้ก่อนจึงจะสามารถพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวได้

โฆษกกองทัพบก ยังเปิดเผยความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติสามารถกวาดล้างพื้นที่อันตรายได้จนเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้เก็บกู้ไม่ถึง 1% แต่เมื่อคิดเป็นพื้นที่จริงยังมีขนาดนับพันตารางกิโลเมตร ซึ่งยังคงเป็นภัยแฝงในพื้นที่ชายแดน

ปัจจุบันพบทุ่นระเบิด 2 ลักษณะ ได้แก่ ทุ่นระเบิดเก่าที่ตกค้างจากสงครามในอดีต และทุ่นระเบิดที่พบในพื้นที่ซึ่งเคยมีสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยยกกรณีภูผาเหล็กที่กำลังพล เข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการแล้วเหยียบทุ่นระเบิดเก่า จนเกิดระเบิดขึ้น ทั้งที่ไม่มีการกระตุ้นหรือทำลายใด ๆ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าผู้บัญชาการทหารบก ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของกำลังพลเป็นอันดับแรก

สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร พล.ต.วินธัย ยอมรับว่าพบการเคลื่อนไหวจริง แต่ยังอยู่ในระดับที่กองทัพประเมินไว้ และยังไม่ถึงขั้นน่ากังวล พร้อมย้ำว่า ในทางทหารจะประมาทไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว แม้ข้อมูลข่าวกรองจะประเมินว่าโอกาสเกิดเหตุรุนแรงมีไม่มาก แต่ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้น กองทัพบกจึงยังคงเฝ้าตรวจ กุมพื้นที่ และเตรียมกำลังพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

กองทัพบกยืน ยันว่า กำลังพลทุกนายยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนคลายความกังวล และใช้ชีวิตได้ตามปกติ