ชาวบ้านสาปแช่ง หลังผลตรวจปัสสาวะชายขับเก๋งชนศูนย์เด็กเล็ก พร้อมผู้โดยสารอีก 1 ราย เป็นสีม่วง แถมพบปืนอีกกระบอก ขณะที่ ญาติอ้างเกิดอุบัติเหตุจากโรคประจำตัวกำเริบ
วันที่ 7 ส.ค. 2569 ความคืบหน้ากรณีเกิดอุบัติเหตุ รถยนต์เก๋งพุ่งชนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเสี้ยน ในพื้นที่บ้านหนองสองตอน ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ส่งผลให้เด็กที่กำลังนอนกลางวันอยู่ภายในศูนย์ฯ ได้รับบาดเจ็บ มากกว่า 14 รายนั้น

ล่าสุด ได้มีการเปิดเผยคลิปวีดีโอจากกล้องวงจรปิด บริเวณด้านนอกและภายในห้องที่เด็กนอนกลางวัน เห็นว่า รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็วโดยไม่มีการแตะเบรก จากนั้นพุ่งเข้าไปชนกำแพงด้านหลังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งตรงกับห้องที่เด็กๆ นอนอยู่เข้าอย่างจัง จนกำแพงพังถล่มลงมา ส่วนกล้องวงจรปิดด้านในห้องที่เด็กกำลังนอนกลางวันอยู่ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีเด็กที่นอนกลางวันและกำลังเล่นอยู่ภายในห้อง ถูกเศษปูนที่พังถล่มลงมาจากกำแพงหล่นใส่จนได้รับบาดเจ็บไปหลายราย หลังเกิดเหตุคณะครูได้รีบช่วยกันพาเด็กๆออกไปจากห้องทันที พร้อมประสานอาสาสมัครมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เข้ามาช่วยเหลือเด็กที่ได้รับบาดเจ็บนำตัวส่งโรงพยาบาล


ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณส้ม อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นแม่ของน้องแก้มวัย 2 ขวบ ที่ถูกเศษปูนของกำแพงหล่นทับศีรษะจนเป็นแผลแตก และต้องนอนพักรักษาตัวเพื่อดูอาการอยู่ที่โรงพยาบาล ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ทันทีที่ทราบข่าวรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก และรีบเดินทางไปหาลูกที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทันที เมื่อเห็นลูกได้รับบาดเจ็บมีปากแตกก็รู้สึกใจสลาย ตนเองอยากให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเสี้ยนที่รับผิดชอบดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สร้างกำแพง ล้อมรอบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มิดชิดมากกว่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันเหมือนเช่นในกรณีนี้ขึ้นอีก ขณะที่ ตนเองทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าชายคนขับและชายที่นั่งมาด้วยในรถคันก่อเหตุ มีผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วง ก็ยิ่งรู้สึกโมโห และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับทั้งสองคนให้ถึงที่สุด ที่มาทำให้เด็กๆ ที่ไม่รู้อิโนอิเหน่กำลังนอนกลางวันกันอยู่ต้องได้รับบาดเจ็บเช่นนี้

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พลตำรวจตรีพศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันว่า ผลการตรวจปัสสาวะของชายอายุ 54 ปี ที่เป็นคนขับรถเก๋ง และชายที่นั่งมาด้วย พบว่า ในปัสสาวะเป็นสีม่วง มีสารเสพติดอยู่ในร่างกายทั้งสองคน อีกทั้งยังพบอาวุธปืน automatic อีก 1 กระบอก โดยชายคนขับได้รับบาดเจ็บยังคงต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จึงยังไม่สามารถให้การใดๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ดำเนินคดีกับชายคนขับในข้อหา ขับรถในขณะมีสารเสพติดในร่างกาย ข้อหาขับรถโดยประมาณเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน แม้ทางญาติของชายที่ขับขี่รถยนต์เก๋งจะให้ข้อมูลว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากอาการกำเริบของโรคประจำตัว แต่ก็ต้องรอให้แพทย์ตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้งว่า เกิดจากโรคประจำตัวจริงหรือไม่ แต่ในเมื่อตรวจพบว่าชายคนดังกล่าวมีสารเสพติดในร่างกายขณะขับรถจนเกิดอุบัติเหตุก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไม่มียกเว้น

















