กรมวิชาการเกษตร โชว์ผลงานปีแรก "Genome Editing" เดินหน้าพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจ เตรียมขยายสู่แปลงเกษตรกร
กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวทก.) จัดงาน “GEd Innovation Showcase 2026” นำเสนอความก้าวหน้าการปรับแต่งจีโนมพืช (Genome Editing) ปีแรก ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ 9 ชนิด วางแผนขยายผลสู่แปลงเกษตรกรภายใน 2-5 ปี ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “GEd Innovation Showcase 2026: ผลงานและความสำเร็จนวัตกรรมการปรับแต่งจีโนมพืช ปีที่ 1” ว่า ภาคการเกษตรไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ การระบาดของโรคและศัตรูพืชอุบัติใหม่ ตลอดจนความผันผวนทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้อย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หรือ GEd เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาพันธุ์พืชได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ทั้งด้านความทนทานต่อภัยแล้ง น้ำท่วม ดินเค็ม อากาศร้อน การต้านทานโรคและศัตรูพืช รวมถึงการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่ปี 2567 กรมฯ ได้วางรากฐานการขับเคลื่อน GEd ใน 3 ด้าน ได้แก่ การจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลพืช GEd บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และความปลอดภัย การผลักดันงานวิจัยในพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด และถั่วเหลือง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ Science-Bio Consortium ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันต่างประเทศ


ด้านนางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โธมร รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวทก.) เปิดเผยว่า สวทก. ให้การสนับสนุนทุนวิจัยด้านการปรับแต่งจีโนมอย่างครบวงจร โดยในปีแรกได้ขับเคลื่อนโครงการวิจัยครอบคลุมพืชเศรษฐกิจเป้าหมายหลายชนิด อาทิ มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง อ้อย และมะเขือเทศ พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยสึคุบะ ประเทศญี่ปุ่น ในหัวข้อการพัฒนามะเขือเทศ GABA สูงด้วยเทคโนโลยี GEd ซึ่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศที่สามารถนำมาปรับใช้กับไทย

ขณะที่นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง GEd กับ GMO ว่า GEd เป็นการใช้เซลล์หรือดีเอ็นเอของพืชต้นนั้นๆ มาปรับปรุงพันธุกรรมของตัวเอง จึงไม่มีการนำสิ่งแปลกปลอมจากสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนกรณี GMO ทำให้นานาประเทศยอมรับและไม่มีข้อคัดค้าน พร้อมระบุว่า การปรับปรุงพันธุ์พืชด้วย GEd ถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางที่ตัวพันธุ์พืชโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีและปุ๋ย พร้อมลดต้นทุนการผลิตได้ในระยะยาว


สำหรับแผนการนำพืช GEd สู่มือเกษตรกรไทย กรมวิชาการเกษตรวางกรอบดำเนินงานไว้ 2-5 ปี โดยปีแรกสามารถนำผลงานพืชเศรษฐกิจ 9 ชนิดออกจากห้องปฏิบัติการมาสู่การเผยแพร่ ระยะ 2-3 ปีข้างหน้าจะนำลงสู่แปลงทดลองเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยพันธุ์ให้เกษตรกรปลูกจริง และภายใน 5 ปีตั้งเป้าขยายผลการผลิตเมล็ดพันธุ์และท่อนพันธุ์ GEd ในพืชเป้าหมาย กระจายสู่เกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีกรมวิชาการเกษตรและเครือข่ายพันธมิตรร่วมสนับสนุนตลอดกระบวนการ

















