มท.3 ยันอุตุฯประเมินแล้ว ยังไม่เข้าข่าย "มหาอุทกภัย" พร้อมแจ้งเตือนเฝ้าระวัง 4 จังหวัดภาคตะวันออก ระหว่าง 23-27 ก.ย.นี้ สั่งเตรียมตั้งกองอำนวยการปภ. รอรับอุทกภัย ไม่ห้ามเสพสื่อโซเชียลแต่ให้ใช้วิจารณญาณ

วันนี้ (23 ก.ย.) ที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งหัวโต๊ะประชุมสรุปรายงานสถานการณ์พื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23-27 กันยายน โดยมี 4 จังหวัดที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และระยอง

ซึ่งมีนายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้รายงานในที่ประชุมว่า“ ขณะนี้ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นจากจีน ทำให้แนวร่องมรสุมขยับลงมาพาดผ่านพื้นที่ตอนล่าง ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังมีฝนตก และบางแห่งอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทั้งนี้ สถานการณ์ฝนในตอนนี้ ยังไม่ได้เกิดจากพายุหมุนเขตร้อนโดยตรง และจากการประเมิน สถานการณ์จะไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นเป็นมหาอุทกภัยตามที่หลายคนกังวล

อย่างไรก็ตามกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนในพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่ม และจุดเสี่ยงน้ำท่วม ให้ติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

โดยนายเจเศรษฐ์ เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 23-27 กันยายนนี้ พื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และระยอง ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำรอการระบาย รวมถึงฝนตกหนักเฉียบพลัน หรือ Rain Bomb โดยสถานการณ์ฝนจะเริ่มในภาคตะวันออก ก่อนเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพมหานคร เนื่องจากร่องมรสุมจะพาดผ่านพื้นที่ดังกล่าว

นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เข้าข่าย “มหาอุทกภัย” แต่มีโอกาสเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง จึงได้สั่งการให้จังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมเปิดกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หากพบว่าฝนตกหนักและสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์

ส่วนพื้นที่ชายฝั่งทะเล ต้องเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงจากอิทธิพลของมรสุม ขณะที่การผลักดันน้ำเป็นหน้าที่ของกรมชลประทาน ส่วน ปภ. จะเน้นการแจ้งเตือนประชาชน และขอให้หลีกเลี่ยงการใช้รถใช้ถนนในพื้นที่ที่มีน้ำท่วม

สำหรับกรณีเพจดังเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์ “มหาอุทกภัย” นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ปภ. และกรมอุตุนิยมวิทยาติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา โดยข้อมูลจากเพจดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ของบุคคล ซึ่งอาจนำข้อมูลหลายด้านมาประกอบการคาดการณ์ แต่ขณะนี้หน่วยงานราชการยังยืนยันว่าไม่เข้าข่ายมหาอุทกภัย ซึ่งตนไม่ได้ต้องการห้ามประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่ขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการควบคู่กัน โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากก่อนเกิดภัย ปภ. จะมีการแจ้งเตือนไปยังจังหวัด อำเภอ อบต. และเทศบาล รวมถึงการส่งข้อความผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชน

นายเจเศรษฐ์ ยอมรับว่า การสื่อสารของภาครัฐอาจช้ากว่าข้อมูลจากเพจหรือโซเชียลมีเดีย เนื่องจากการประกาศเตือนภัยต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำและได้รับการยืนยันจากพื้นที่ แต่ยืนยันว่า ปภ. จะเร่งปรับปรุงการแจ้งเตือนให้รวดเร็วและทันท่วงทีมากขึ้น

ส่วนข้อกังวลเรื่อง Cell Broadcast แจ้งเตือนล่าช้า นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการส่งข้อความต้องรอการยืนยันจากพื้นที่ ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ทำให้ประสานข้อมูลได้ยาก แต่ต่อจากนี้จะพยายามใช้ข้อมูลทั้งหมดประกอบการตัดสินใจ และใช้วิจารณญาณในการส่ง Cell Broadcast ให้เร็วที่สุด

ขณะนี้ ปภ. ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงแล้ว พร้อมกำชับโรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่เปราะบางให้เตรียมพร้อม โดยในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีฝนตกหนัก อาจมีการประกาศหยุดเรียน และให้กลุ่มเปราะบางปฏิบัติตามแผนอพยพ

นายเจเศรษฐ์ ยังขอความร่วมมือประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่เสี่ยงเนื่องจากเป็นห่วงทรัพย์สินว่า ให้เชื่อมั่นในศูนย์อพยพและอพยพออกจากพื้นที่ก่อนเกิดเหตุรุนแรง เนื่องจากศูนย์อพยพมีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ บุคลากรทางการแพทย์ และการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยที่ต้องเข้าช่วยเหลือในช่วงน้ำท่วมสูง