นักธรณีวิทยา ตรวจหลุมยุบ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น เตือนกั้นพื้นที่จากปากหลุม 10-15 เมตร เพราะอาจยังขยายวงกว้างเพิ่ม ชี้สาเหตุจากหินปูนตามธรรมชาติ อายุกว่า 200 ล้านปี ผุพังจนเกิดโพรง
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่บริเวณจุดเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ บ้านวังเจริญ หมู่ 2 ตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น นายศิวกร มิตราช นายอำเภอภูผาม่าน พร้อมด้วยนายคมเพชร ครสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วง นางสาวอรอุมา สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ขอนแก่น นายวิศรุต ปู่เพ็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ตลอดจนนักธรณีวิทยา เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบหลุมยุบและประเมินสถานการณ์เพิ่มเติม

จากการตรวจสอบพบว่า ปากหลุมมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย วัดขนาดได้กว้างประมาณ 7.5 คูณ 7 เมตร และลึกประมาณ 4 เมตร โดยนักธรณีวิทยาประเมินว่า หลุมดังกล่าวสิ้นสุดกระบวนการยุบตัวในแนวดิ่งแล้ว แต่อาจยังเกิดการขยายตัวบริเวณขอบหลุมออกไปด้านข้างได้ นักธรณีวิทยาอธิบายว่า กระบวนการเกิดหลุมยุบจำเป็นต้องมีโพรงอยู่ใต้ดิน เมื่อดินชั้นบนดูดซับและอุ้มน้ำไว้ในปริมาณมากจนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ดินจะทรุดตัวลงไปทับถมพื้นที่โพรง ขณะเดียวกันอากาศที่อยู่ภายในโพรงจะถูกดันขึ้นเหนือผิวดิน เมื่อพื้นที่ด้านล่างไม่มีช่องว่างหรืออากาศเหลืออยู่ ดินก็จะไม่สามารถยุบตัวลงในแนวดิ่งได้อีก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่สามารถระบุได้ว่าโพรงใต้ดินมีความกว้างเพียงใด เจ้าหน้าที่ธรณีวิทยาจึงแนะนำให้กั้นพื้นที่โดยเว้นระยะห่างจากขอบปากหลุมอย่างน้อย 10–15 เมตร เพื่อป้องกันประชาชนเข้าใกล้บริเวณที่อาจเกิดการทรุดหรือขยายตัวเพิ่มเติม

นางสาวอรอุมา สุ่มมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ขอนแก่น เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ว่า รูปแบบของหลุมที่ตรวจพบมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เกิดการยุบตัวจนกลายเป็นหลุมทรงกลม โดยทั่วไปจะไม่พบว่ามีโพรงใหม่อยู่ใต้หลุมเพิ่มเติม และตามหลักวิชาการสามารถใช้วิธีฝังกลบเพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นได้ ส่วนกรณีบางจุดที่ยังมองเห็นลักษณะคล้ายโพรงอยู่ใต้หลุมนั้น เป็นผลจากการยุบตัวต่อเนื่องจากครั้งแรกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนปรากฏสภาพคล้ายมีช่องว่างใต้ดิน ซึ่งถือเป็นลักษณะตามธรรมชาติของพื้นที่หินปูน เนื่องจากน้ำใต้ดินและน้ำผิวดินสามารถไหลเข้าไปละลายและชะล้างเนื้อหิน จนค่อย ๆ พัฒนาเป็นโพรงใต้ดินได้ตามธรรมชาติ
นางสาวอรอุมา กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการยุบตัวของดินในพื้นที่มาจากลักษณะทางธรณีวิทยา เนื่องจากใต้พื้นที่มีชั้นหินปูนอายุมากกว่า 200 ล้านปี เมื่อชั้นหินมีอายุมากจะเกิดการผุพังและมีรอยแตกร้าว ขณะที่โพรงใต้ดินจะค่อย ๆ พัฒนาขยายตัวต่อเนื่อง จนเกิดสภาพอย่างที่พบในปัจจุบัน ส่วนปัจจัยรองประกอบด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ การทำเกษตรกรรม และการสูบน้ำบาดาล ซึ่งอาจส่งผลให้หน้าดินบางลง โดยทุกปัจจัยล้วนมีส่วนเร่งให้เกิดหลุมยุบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากพื้นที่เคยประสบภาวะแห้งแล้งสะสมและมีฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เมื่อกลับมามีฝนตกและน้ำซึมลงใต้ดิน ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการยุบตัวได้เช่นกัน

ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ขอนแก่น กล่าวอีกว่า หน่วยงานได้สำรวจพื้นที่แห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2564 พร้อมเก็บรวบรวมสถิติการเกิดหลุมและตำแหน่งที่เกิดเหตุ เมื่อนำข้อมูลไปกำหนดจุดบนแผนที่ พบว่า ตำแหน่งของหลุมมีความสอดคล้องกับโครงสร้างหลักและแนวรอยแตกร้าวของพื้นที่ ซึ่งวางตัวในแนวระหว่างทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก โดยหลุมที่เกิดขึ้นล่าสุดก็อยู่ในแนวเดียวกับข้อมูลที่เคยสำรวจไว้ หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะสำรวจธรณีวิทยาชั้นใต้ดิน เพื่อกำหนดรูปแบบและลักษณะของโพรง เนื่องจากการมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถเห็นโครงสร้างด้านล่างได้ เพราะมีทั้งความลึกและความมืด การสำรวจจะตรวจสอบว่าบริเวณใดมีโพรง และโพรงแต่ละจุดมีแนวเชื่อมต่อถึงกันหรือไม่ หากตรวจพบว่าโพรงหลายแห่งเชื่อมต่อกัน จะถือเป็นสัญญาณที่เพิ่มระดับความเสี่ยงในพื้นที่ ผลการสำรวจจะนำมาวิเคราะห์ร่วมกับสถิติพฤติกรรมการใช้น้ำบาดาลของประชาชน รวมถึงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ ก่อนนำไปจัดทำโซนนิ่งความปลอดภัย และส่งมอบข้อมูลให้หน่วยงานในพื้นที่นำไปใช้วางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกับชุมชนต่อไป
สำหรับข้อสงสัยของชาวบ้านที่มองว่า การเกิดหลุมยุบอาจมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของโรงโม่หรือการทำเหมือง ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร นางสาวอรอุมา ระบุว่า ตามหลักการและข้อมูลจากการสำรวจของนักธรณีวิทยา ทุกปัจจัยสามารถมีส่วนเร่งให้ดินเกิดการยุบตัวได้ แต่ปัจจัยหลักของพื้นที่แห่งนี้คือการตั้งอยู่บนชั้นหินปูนอายุมากกว่า 200 ล้านปี แม้แต่แรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล ก็ยังสามารถเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดหลุมยุบในประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทุกด้านก่อน จึงจะสามารถสรุปสาเหตุและน้ำหนักของแต่ละปัจจัยได้อย่างชัดเจน
นางสาวอรอุมา กล่าวว่า พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีชั้นหินปูนกระจายอยู่หลายแห่ง แต่ชั้นหินปูนแต่ละพื้นที่มีอายุและลักษณะโครงสร้างแตกต่างกัน จึงไม่สามารถกำหนดได้อย่างแน่นอนว่า หลุมยุบจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือจะเกิดในบริเวณใด จากการสำรวจที่ผ่านมา เคยพบการเกิดหลุมในลักษณะใกล้เคียงกันในจังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดเลย และจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสามารถใช้เป็นกรณีเทียบเคียงได้ แม้โครงสร้างทางธรณีวิทยาของแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน แต่ปัจจัยร่วมสำคัญคือการมีชั้นหินปูนอยู่ใต้พื้นที่ ซึ่งมีโอกาสเกิดหลุมยุบได้ทุกบริเวณที่มีสภาพทางธรณีวิทยาในลักษณะดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่มีวิธีระบุล่วงหน้าได้อย่างชัดเจนว่า หลุมยุบจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ชาวบ้านในพื้นที่ได้สังเกตเห็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ คือมีฟองอากาศดันขึ้นมาจากใต้ดินในลักษณะคล้ายน้ำเดือด อย่างไรก็ตาม แม้พบสัญญาณดังกล่าวก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ดินจะยุบตัวภายใน 1 วัน 1 เดือน 1 ปี หรืออาจนานถึง 10 ปี กรณีหลุมยุบมีความลึกประมาณ 4–5 เมตร โดยทั่วไปหมายถึงดินได้ยุบตัวลงไปถมช่องว่างด้านล่างแล้ว และอาจไม่มีการยุบตัวลึกลงไปเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ยังต้องเฝ้าระวังคือการขยายรัศมีของปากหลุมออกไปด้านข้าง ส่วนกรณีที่เกิดการยุบซ้ำในบริเวณเดิม อาจเกิดจากน้ำในชั้นใต้ดินกัดเซาะจนเกิดโพรงอากาศขึ้นใหม่ เมื่ออากาศภายในโพรงถูกดันขึ้นเหนือผิวดิน ดินด้านบนก็จะทรุดลงไปถมพื้นที่ว่าง กระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องได้ตามสภาพของชั้นดินและหินใต้พื้นดิน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุให้ชัดเจน โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักธรณีวิทยา และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บนชั้นหินปูน ขณะที่ปัจจัยจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการปลูกพืช การทำเกษตรกรรม การสูบน้ำใต้ดินมาใช้ และสภาพอากาศ ล้วนมีส่วนทำให้เกิดการยุบตัวได้ ประกอบกับช่วงก่อนเกิดเหตุมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้น้ำซึมลงสู่ชั้นดิน ขณะที่ใต้ดินมีโพรงอากาศ เมื่อมวลดินอุ้มน้ำจนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น จึงเกิดการทรุดตัวลงไปในโพรงด้านล่าง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เจ้าหน้าที่จะกั้นแนวเขตความปลอดภัยในแต่ละจุด พร้อมปักธงสัญลักษณ์ให้สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล เพื่อเตือนประชาชนไม่ให้เข้าใกล้พื้นที่เสี่ยง
ส่วนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วงจะเข้าตรวจสอบและสำรวจความเสียหาย ก่อนรวบรวมข้อมูลส่งให้อำเภอภูผาม่าน และรายงานตามลำดับชั้นไปยังจังหวัด เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

















