สาวร้องสายไหมต้องรอด ถูกอดีตแฟนหนุ่ม ฉ้อโกงทรัพย์สินกว่า 10 ล้านบาท หลังเลิกราถูกบุกมาทำร้ายร่างกาย พร้อมขู่ฆ่าทั้งครอบครัว

วันที่ 20 ก.ย. 69 นางสาวเอ อายุ 43 ปี ร้องขอความช่วยเหลือกับเพจสายไหมต้องรอด เอาผิดอดีตแฟนหนุ่มอายุ 33 ปี โดยเจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า ตนเองมีงานประจำทำแล้วมาขายก๋วยเตี๋ยวช่วงเย็นที่หน้าบ้าน กระทั่งปี 2567 อดีตแฟนหนุ่มที่เป็นลูกค้าก็เริ่มเข้ามาทำความรู้จักจนพัฒนาความสัมพันธ์คบหากัน พร้อมกับเล่าชีวิตให้ฟังว่า ตนเองประกอบอาชีพเป็นนักออกแบบที่เก่งมาก แต่ต้องออกจากบริษัทเดิมเพราะมีปัญหาเรื่องเงินกับแฟนเก่า ตอนนี้อยากจะจดแจ้งบริษัทกับตนเองแต่ติดปัญหาเรื่องเงิน ประมาณ 1 ล้านบาท ตนเองก็เลยยอมเอาบ้านเข้าธนาคาร ได้เงินมาประมาณ 2.5 ล้านบาท ก่อนที่ตนเองจะมาทราบในภายหลังว่าอดีตแฟนหนุ่ม เอาเงินบางส่วนไปใช้หนี้กับเพื่อนเก่า

หลังจากนั้น อดีตแฟนหนุ่มบอกว่าได้ไปเปิดบริษัทแล้ว แต่ยังติดปัญหาบางอย่าง โดยต้องมีการเช่าเครื่องมือมาประกอบ จึงขอยืมเงินอีกรวมแล้ว 800,000 บาทเพื่อที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งตนเองก็ทำข้อตกลงว่าจะต้องมีการผ่อนใช้คืนแต่พอถึงวันนัดคืนเงินอดีตแฟนผมก็บ่ายเบี่ยง พยายามโน้มน้าวบอกว่าตนเองเคยโดนคดีฉ้อโกงประชาชน ถ้าโดนจับอีกก็จะไม่สามารถ เบิกเงินมาใช้คืนได้ ทุกอย่างที่ลงทุนสร้างกันมา ก็จะจบลง ตนเองจริงนำรถ 2 คัน ไปรีไฟแนนซ์ ประมาณนั้น 2 ปีตนเองเสียหายไป 10 กว่าล้านบาท ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่คบหากัน ตนเองพยายาม จะขอไปดูที่บริษัท จะตามไปดูที่ทำงาน แต่ก็ถูกขึ้นเสียงใส่ สั่งห้ามไป หนำซ้ำยังขู่ด้วยว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกกับครอบครัว ถ้ารู้จะไม่ได้เงินคืนเลยสักบาท กระทั่งตัวเองทนไม่ไหว จึงโทรไปถามแม่ของอดีตแฟนหนุ่ม ซึ่งแม่บอกว่าก็หมดเงินกับลูกชายคนนี้ไปเยอะปัจจุบันปล่อยแล้ว หลังจากที่อดีตแฟนหนุ่มรู้ว่าตนเองโทรไปหาแม่ ก็โทรศัพท์กลับมาขู่ตนเอง และทำร้ายร่างกาย แต่ตนเองก็ไม่กล้าบอกใคร

จนกระทั่งมาถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวเองขอปลีกตัว เลิกรา ก็ถูกอดีตแฟนหนุ่มตามรังควาน ถูกข่มขู่ว่าจะฆ่ายกครอบครัว ทั้งลูกติดอายุ 9 ขวบ และพ่อที่ปัจจุบันป่วยติดเตียง ซึ่งตนเองถูกตามทำร้ายร่างกายอีก 2 ครั้ง ทุกครั้งอดีตแฟนจะมาช่วงกลางดึก มาตะโกนเรียกหน้าบ้าน ให้ออกไปหา ถ้าไม่ออกไป จะอยู่ทำร้าย ทางครอบครัว โดยวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา อดีตแฟนหนุ่ม เข้ามาที่บ้านแล้วเอามือ ปัดกล้องวงจรปิด แล้วเดินมา ทำร้ายร่างกายตนเอง ด้วยการ บีบคอและตบหน้าอีกหลายครั้ง ก่อนที่รุ่นน้องอดีตแฟนที่มาด้วยกันจะมาตามกลับบ้าน เพราะวันรุ่งเช้า ต้องไปทำงาน แต่ตนเองไม่เคยแจ้งความ เพราะกลัวคนในบ้านได้รับความอันตราย และตนเองก็กลัวจะอับอาย

ต่อมาช่วง คืนวันที่ 11 ต่อเนื่อง เช้าวันที่ 12 กันยายน ตอนนั้นตนเอง ขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าบ้านตามปกติ ซึ่งตอนนั้นตนเองได้บอกเรื่องกับเพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็น ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านใกล้เคียง ว่าให้อยู่เป็นเพื่อน กระทั่งช่วงเวลา 04:00 น. อดีตแฟนก็เข้ามา โดยที่เอามือล้วงไปในกระเป๋าคล้ายกับจะควักอาวุธปืนออกมา ทำให้คนแถวนั้นเข้ามาจับตัวพร้อมกับโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ทันทีที่ตำรวจมาถึงก็เห็นว่าอดีตแฟนได้รับบาดเจ็บจึงประสานรถโรงพยาบาลมารับไปรักษาตัวก่อน พอเช้าวันรุ่งขึ้น อดีตแฟนโทรมาข่มขู่ถามหาคนที่ทำร้ายร่างกาย และอ้างว่าสนิทกับตำรวจในท้องที่ หลังจากนั้นตนเองได้ไปแจ้งความครั้งแรกในวันที่ 12 กันยายน แต่ก็ถูกข่มขู่ไม่เลิก จึงไปแจ้งความอีกครั้ง ในวันที่ 11 สิงหาคม

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ตนเองอยากให้ตรวจสอบว่าอดีตแฟนหนุ่มนำเงินไปใช้จ่ายอะไร เส้นทางการเงินไปถึงใครบ้าง และฝากถึงอดีตแฟนหนุ่ม ว่า ไม่ได้ทำงานทำการอะไร เก่งแค่เกาะผู้หญิงกินไปวันๆมีความสามารถแค่สร้างเรื่องพูดโน้มน้าวใจ ตอนนั้นตนเองพลาดที่ให้เงินไป แต่ตอนนี้ตาสว่างแล้วจะให้ตำรวจพาเข้าคุกให้ได้


ด้านนาย วิทยา อิงธิสาร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 11 ตำบลใหญ่ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ของผู้เสียหายแต่ก็อยู่ใกล้เคียงกันและรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ผู้เสียหายไว้ใจ จึงนำเรื่องทุกสิ่งอย่างมาบอกกับตน ซึ่งเหตุการณ์วันที่ 11 ต่อเนื่อง 12 กันยายนนั้น อดีตแฟนหนุ่มของผู้เสียหาย เข้ามาที่หน้าบ้านเวลา 04.00 น. โดยมีลักษณะสะพายกระเป๋าคาดเอวมือข้างนึงล้วงไปที่กระเป๋า ตนเองจึงรีบเดินเข้าไปประชิดตัว แล้วดึงตัวออกมาจากบ้านประมาณ 20 เมตร หลังจากนั้นเขาก็ อาศัยจังหวะเผลอสลัดตัวออกมา วิ่งเข้าไปหาผู้เสียหายตนเองจึงรีบวิ่งตามไปจึงเกิดการชกต่อยกัน ก่อนที่ตนเองและหลายๆคนจะช่วยเข้ามาคุมสถานการณ์ ตนเองจึงเช็กกระเป๋า เมื่อพบว่าไม่มีอาวุธปืนจึงประสานแจ้งตำรวจ ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามา แต่ด้วยความที่ อดีตแฟนหนุ่มผู้เสียหายบาดเจ็บตำรวจจึงพาไปที่โรงพยาบาลทันที

หลังจากนั้นตนเองได้ประสานผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ให้ทำข้อตกลง 3 ข้อผ่านทางกำนัน คือ ห้ามคุกคามทุกทาง, ห้ามเข้าใกล้ 500 เมตร, ห้ามโทรเจรจาโดยตรง ยกเว้นผ่านกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็ไม่มีความมั่นใจ ว่าอีกฝ่ายจะทำตามข้อตกลงหรือไม่


ทางด้านนายนิรันดร์ เกแง้ว ผู้ร่วมก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า สำหรับพฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุ ถึงว่ามีความผิดหลายกระทง ทั้งรีดทรัพย์, ฉ้อโกง, ทำร้ายร่างกาย, บุกรุก ซึ่งผู้เสียหายต้องการที่จะได้เงินคืนเลยถลำลึกทยอยให้เงินไป ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ หลังจากนี้ตัวเองจะประสานไปยังตำรวจท้องที่ให้เข้ามาดูแล