แก๊งคอลฯ ขู่ นศ.สาวอุดรฯ เอี่ยวคดีฟอกเงิน หลอกนำทองแม่ไปขาย-ขังตัวเองในโรงแรม สวมรอยโทรหาแม่แลกเงินแสน ตำรวจบุกช่วยทัน

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ธวัชชัย ถุงเป้า ผบก.ภ.จว.อุดรธานี และ พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ร่วมกันแถลงผลการช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้กลอุบายหลอกลวงและเรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง

สืบเนื่องจาก "น้องดาว" (นามสมมุติ) นักศึกษาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท เอไอเอส (AIS) แจ้งว่า มีการนำหมายเลขโทรศัพท์ของเธอไปใช้ก่อเหตุหลอกลวง แนะนำให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พร้อมให้ชื่อผู้กำกับการสถานีตำรวจซึ่งมีตัวตนจริง แต่แอบอ้างใช้หมายเลขโทรศัพท์ปลอม

เมื่อผู้เสียหายค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และพบว่าชื่อดังกล่าวเป็นตำรวจจริง จึงหลงเชื่อ ติดต่อกลับตามหมายเลขที่คนร้ายให้ไว้ ก่อนถูกชักชวนให้แอดไลน์ชื่อ "สถานีตำรวจภูธรนางรอง" และเปิดวิดีโอคอล โดยคนร้ายจัดฉากคล้ายห้องทำงานของตำรวจ มีบุคคลเดินไปมา พร้อมเสียงวิทยุสื่อสาร สร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นส่งเอกสารปลอม ทั้งหมายจับ หมายศาล และหนังสืออายัดทรัพย์ พร้อมกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ หากไม่ให้ความร่วมมือจะถูกดำเนินคดีและยึดทรัพย์

ด้วยความหวาดกลัว ผู้เสียหายจึงยอมปฏิบัติตามคำสั่งทุกขั้นตอน ทั้งการตัดการติดต่อกับครอบครัว เปิดสายโทรศัพท์และวิดีโอคอลไว้ตลอดเวลา รวมทั้งนำสร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ และเครื่องประดับของมารดา น้ำหนักรวมประมาณ 2.5-3 บาท มูลค่ากว่า 140,000 บาท ไปขาย แล้วโอนเงินทั้งหมดให้คนร้าย

หลังได้เงินแล้ว คนร้ายยังสั่งให้ผู้เสียหายเรียกรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันเดินทางไปเปิดห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี พร้อมกำชับห้ามออกจากห้องและห้ามติดต่อกับบุคคลใด โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบของตำรวจ

ในเวลาเดียวกัน คนร้ายได้โทรศัพท์หาผู้เป็นแม่ อ้างว่าลูกสาวถูกจับตัวและติดหนี้ หากต้องการให้ปล่อยตัวต้องโอนเงินค่าไถ่ 140,000 บาท ทำให้ผู้เป็นแม่ตกใจ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อกับลูกสาวได้ จึงรีบเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อขอความช่วยเหลือ

พ.ต.ต.บันเทิง ทัพโยธา สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ผู้ปกครองต่อรองกับคนร้าย โดยขอพูดคุยกับลูกสาวเพื่อยืนยันว่าถูกควบคุมตัวจริงหรือไม่ แต่คนร้ายไม่สามารถให้เหยื่อพูดสายได้ ทำให้ตำรวจเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การลักพาตัวทางกายภาพ หากแต่เป็นการใช้โทรศัพท์และระบบออนไลน์ควบคุมผู้เสียหาย หรือที่เรียกว่า "กักขังออนไลน์"

จากนั้น ชุดสืบสวนได้เร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทาง จนพบว่า รถกระบะสีขาวที่ผู้เสียหายใช้เดินทางเป็นเพียงรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ได้เป็นรถของคนร้าย ก่อนประสานทีมสืบสวนทางเทคนิคแกะรอยข้อมูลจากระบบออนไลน์และสื่อสังคมออนไลน์ จนสามารถระบุพิกัดห้องพักที่ผู้เสียหายใช้กักตัวเองได้

เมื่อเดินทางไปถึงโรงแรม เจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการใช้คีย์การ์ดเปิดห้องพัก พบผู้เสียหายอยู่เพียงลำพังภายในห้อง โดยมีแท็บเล็ต (iPad) เปิดวิดีโอคอลค้างไว้ ขณะที่ปลายสายยังคงสั่งการและกำชับไม่ให้พูดคุยกับบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมสถานการณ์ ตัดการติดต่อกับคนร้าย และช่วยเหลือผู้เสียหายออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่ผู้ปกครองจะสูญเสียเงินค่าไถ่เพิ่มเติม

พ.ต.ต.บันเทิง กล่าวว่า ปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจริงของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐมาสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนใช้จิตวิทยาข่มขู่ให้เหยื่อหวาดกลัว จนยอมตัดการติดต่อกับครอบครัวและปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่าง

ตำรวจฝากเตือนประชาชนว่า หากได้รับสายโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ ตำรวจ หรือหน่วยงานของรัฐ กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี พร้อมสั่งห้ามบอกคนในครอบครัวหรือให้โอนเงิน ขอให้ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน และรีบติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดหรือสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที เพราะหน่วยงานของรัฐไม่มีนโยบายแจ้งข้อกล่าวหาหรือให้โอนเงินผ่านทางโทรศัพท์