"เอกภพ สายไหมต้องรอด" พาเหยื่อร้องสภาทนายความ สอบมรรยาท "ทนายหัวร้อน" ทำร้ายสาวดั้งหัก-ขู่ชาวบ้าน ด้านอดีตเมียแฉแหลกพฤติกรรมอารมณ์รุนแรง ชอบลงมือทำร้ายร่างกาย
วันที่ 17 ก.ย. 2569 นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ และทีมเพจสายไหมต้องรอดพาคุณแนน อายุ 38 ปี เข้าพบสภาทนายความ เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบมรรยาททนายของ "ทนายกร่าง" หลังถูกทนายคนดังกล่าวทำร้ายร่างกาย บีบคอ ใช้ขวดซีอิ๊วตีหัว ใช้เข่า เตะ และรัวหมัดกว่า 30 หมัด จนบาดเจ็บหนัก ต่อหน้าลูกวัย 5 ขวบ ที่นั่งอยู่ในรถ
โดยคุณแนน ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังเกิดเรื่องก็ยังผวา แม้แต่ลูกของตนเองก็มักจะตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วมีอาการกรีดร้องเสียงดัง ตนเองก็รู้สึกใจสั่น รีบวิ่งไปดูลูก ก่อนพบว่าลูกกำลังทุบตีตนเอง ตนเองต้องพยายามปลอบลูกให้สงบลง ส่วนตนเองแค่ได้ยินเสียงอีกฝ่ายก็รู้สึกใจสั่น เครียด ไม่อยากเผชิญหน้า ไม่อยากอยู่ใกล้อีกฝ่าย เป็นเหตุผลที่เมื่อวันก่อนที่อีกฝ่ายถือกระเช้ามาจะขอเยียวยา ตนเองปฏิเสธการพูดคุยไป เพราะไม่พร้อมจะเจอ ตอนนี้คงต้องขอเวลา และถ้าอีกฝ่ายจะขอโทษ ก็อยากจะบอกว่าไม่ใช่มาขอโทษตนเองคนเดียว เพราะทุกคนในซอยก็ถูกกระทำกันหมด เด็กเล็กๆ ในซอยได้รับผลกระทบไม่สามารถออกมาใช้ชีวิต วิ่งเล่นได้ตามปกติเหมือนเมื่อก่อน เพียงเพราะทนายคนนี้ไม่พอใจที่เด็กๆ วิ่งเล่นเสียงดังและขู่จะฟ้อง ทั้งที่ตอนมาเดินดูจะซื้อบ้าน ตัวทนายเองก็เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นเช่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นควรเป็นคนทั้งซอยที่ทนายควรขอโทษ และวันนี้ที่มาร้องสภาทนายความ เพราะที่ผ่านมาทนายคนนี้มักจะอ้างว่าเป็นทนาย อ้างความรู้ด้านกฎหมายเพื่อที่จะบีบบังคับชาวบ้านในซอยมาโดยตลอด
ทั้งนี้หลังให้สัมภาษณ์จบ คุณแนนก็เซแทบจะเป็นลมกลางวงสัมภาษณ์จากความสะเทือนใจจนต้องไปนั่งพัก ก่อนที่สุดท้ายก็ได้ร้องไห้ออกมา
ขณะที่นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด บอกว่า ล่าสุดได้รับการติดต่อจากทนายความของคู่กรณี ซึ่งอ้างว่ารู้สึกสำนึกผิดและเตรียมจะย้ายบ้านเพื่อความสบายใจของคนในหมู่บ้าน แต่ตนเองไม่สามารถตัดสินใจอะไรแทนได้ และขอให้เป็นเรื่องที่ฝั่งคู่กรณี และผู้เสียหายในซอยทั้งหมดต้องพูดคุยเยียวยากัน และแม้จะมีการเยียวยา แต่ในส่วนคดีอาญาก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย
ด้านนายพีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความ บอกว่า ได้รับเรื่องและจะยื่นให้คณะกรรมการมรรยาททนายความนำไปพิจารณาพฤติกรรมของทนายคนดังกล่าว ว่าขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่พฤติกรรมที่เข้าข่ายชัดเจนจะเป็นเรื่องความผิดต่อหน้าที่ ต่อลูกความ แต่ก็มีข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความ ข้อ 18 ที่ระบุถึงการไม่ประพฤติตนให้เสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและขัดต่อศีลธรรมอันดีของวิชาชีพด้วย อีกทั้งการนำกฎหมายไปข่มเหงรังแกบุคคลอื่น เป็นสิ่งที่วิชาชีพทนายความยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ความรุนแรงกับสุภาพสตรี ดังนั้นหลังรับเรื่องแล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อเรียกทนายที่ก่อเหตุมาให้ปากคำภายใน 1-2 เดือน หากพบว่าผิดจริง สภาทนายความจะมีโทษทางวินัย 3 ระดับ คือ 1.ลบชื่อออกจากการเป็นทนายความ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้ 2.พักใบอนุญาตไม่เกิน 3 ปี หรือ 3. ภาคทัณฑ์
ทั้งนี้หากทนายคนดังกล่าวเยียวยาจนผู้เสียหายพอใจ ก็อาจเป็นเหตุให้ลดหย่อนผ่อนโทษทางวินัยได้ แต่ส่วนคดีอาญาก็ต้องเดินหน้าต่อไปเพราะยอมความไม่ได้ ทั้งนี้หากผู้เสียหายคนอื่นๆ ในซอยได้รับผลกระทบจากการข่มขู่ ก็สามารถเข้ามาดำเนินการร้องเรียนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการพิจารณาได้เช่นกัน เพราะพฤติกรรมซ้ำซาก ก็จะทำให้บทลงโทษหนักขึ้น แต่แม้จะมีเพียงเคสของคุณแนนเพียงคนเดียว คณะกรรมการมรรยาทฯ ก็ยังมีทั้งคลิปวงจรปิด และคลิปสัมภาษณ์ชาวบ้านในซอยที่ปรากฏผ่านทางสื่อมวลชน สามารถนำมาใช้ประกอบการเอาผิดเพิ่มเติมได้เช่นกัน ซึ่งสภาทนายความจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเร่งด่วนที่สุด
อย่างไรก็ตาม เรื่องไม่จบแค่คุณแนน เพราะแม้แต่อดีตภรรยาของทนายที่ก่อเหตุ ก็นำหลักฐานมาร่วมยื่นร้องมรรยาททนายความด้วย หลังแต่งงานกับทนายคนนี้มา 4 ปี แต่ 3 ปีสุดท้ายถูกซ้อมทำร้ายร่างกาย ถูกบีบคอเกือบตาย จนทนไม่ไหวต้องยอมเลิกรา แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยกล้าแจ้งความ เพราะอีกฝ่ายเป็นทนายความ ได้แต่พยายามเก็บหลักฐานและความรู้สึกไว้ในใจ รอวันที่อีกฝ่ายจะได้รับผลกรรม จนวันนี้เห็นคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแนน ก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องออกมา เพราะสิ่งที่คุณแนนเจอ คือสิ่งที่ตนเองต้องเจอมาเช่นกัน
โดยคุณฝนเล่าย้อนกลับไปว่า รู้จักกับทนายคนนี้มาตั้งแต่เด็ก จนได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงที่ต่างคนต่างโสด คบหากันได้ประมาณ 1 ปี ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และได้มาเลือกซื้อบ้านหลังนี้ด้วยกัน ช่วงปีแรกที่แต่งงานตนเองยังไม่ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ก็มีเพื่อนๆ ทักว่า จะแต่งงานกับคนนี้จริงหรือ เขามีพฤติกรรมรุนแรงมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ แต่ตอนนั้นตนเองตัดสินใจไปแล้ว แรกๆ ที่ย้ายมาอยู่ อีกฝ่ายเพียงห้ามไม่ให้ตนเองไปสุงสิงกับบ้านอื่น เพราะตนเองเป็นคนพูดเก่ง และได้ไปทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนบ้าน
จนกระทั่งเข้าปีที่ 2 ของการแต่งงาน ซึ่งตรงกับช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตนเองได้นำหน้ากากอนามัยไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน ทำให้เริ่มมีปากเสียงและทะเลาะกันรุนแรงขึ้น แรกๆ ก็ฟกช้ำตามร่างกาย แต่ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ก็เริ่มรุนแรงถึงขั้นศีรษะแตก ต้องเย็บกว่า 10 เข็มบ้าง และอีกครั้ง 5-6 เข็ม โดยอีกฝ่ายจะใช้วิธีเอาอกดันตนเอง หรือเหวี่ยงตนเองไปกระแทกกับข้าวของในบ้าน หรือตกบันได ไม่ได้มีการใช้อาวุธ มีครั้งนึงถึงขั้นตนเองต้องกราบเท้าอีกฝ่ายเพื่อเอาชีวิตรอด
มีครั้งหนึ่งที่ตนเองตั้งใจจะสู้กลับ จะหยิบเตารีดที่วางอยู่ข้างๆ ฟาดอีกฝ่าย แต่ถูกอีกฝ่ายขึ้นคร่อมและบีบคอตนเองบนที่นอน พร้อมขู่ว่า 'มึงจำไว้เลยนะ กูเป็นทนาย กูรู้เทคนิค ถ้ากูฆ่ามึง ไม่มีใครรู้หรอกว่ากูผิด" นอกจากนี้อีกฝ่ายยังมักจะสอนเทคนิคว่าเวลาไปหาเรื่องใคร อย่าใช้มือไปแตะตัวอีกฝ่าย และให้ใช้อกดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายคนนี้ทำกับตนเอง และคุณแนน จนครั้งสุดท้ายอีกฝ่ายกัดตนเองจนมีแผลถูกกัดเต็มตัว แต่อีกฝ่ายกลับไปอ้างกับคนอื่นว่าตนเองกัดตัวเอง ตนเองทนไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจเลิกราหลังแต่งงานมาได้ 4 ปี
แต่แม้จะเลิกรากันไปแล้ว ก็เคยถูกอีกฝ่ายโทรศัพท์มารังควานด่าทอ จนเคยไปลงบันทึกประจำวันที่อีกฝ่ายโทรฯ มาข่มขู่ แต่ไม่เคยกล้าแจ้งความเรื่องทำร้ายร่างกาย แม้จะมีหลักฐาน จากการที่ในบ้านเคยติดกล้องวงจรปิดดูผ่านมือถือได้ แต่อีกฝ่ายก็บังคับให้ตนเองลบแอปฯ และลบคลิปตอนที่ถูกทำร้ายออกจากมือถือให้หมด จนตนเองต้องใช้วิธีส่งรูปบาดแผล หรือรูปกล้องวงจรปิดเข้าอีเมล แล้วค่อยลบรูปออกจากมือถือไม่ให้อีกฝ่ายจับได้ แต่ตนเองก็ไม่กล้าบอกครอบครัว ไม่กล้าแจ้งความอยู่ดี เพราะอยากรักษาความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไว้ คิดว่าคนเป็นภรรยาต้องอดทน ประกอบกับอีกฝ่ายเป็นทนาย คิดว่าคงสู้ไม่ได้
นอกจากนี้ยังเคยพยายามชวนอีกฝ่ายไปปรึกษาจิตแพทย์ร่วมกัน เพราะมีอารมณ์รุนแรง เวลาเครียดๆ ก็จะมาลงกับตนเอง บางทีก็ได้ยินเสียงเหมือนหูแว่ว ทั้งที่ตนเองไม่ได้ยิน แต่ก็โดนอีกฝ่ายด่าทอกลับมา หาว่าเป็นตนเองที่บ้า
ในวันนี้ยังมีเพื่อนบ้านคู่กรณีของทนายคนดังกล่าว พร้อมนายสมชาย นิติบุคคลของหมู่บ้าน ได้เดินทางเข้าให้ข้อมูลพฤติกรรมของทนาย กับทางสภาทนายความด้วย ซึ่งทุกคนที่เดินทางมาในวันนี้ยังหวาดกลัวและกังวลเรื่องความปลอดภัย บางคนถึงกับพกไม้หน้าสามเป็นอาวุธข้างกายติดตัวไว้ตลอด จึงอยากให้สภาทนายความได้ดำเนินการยกเลิกใบอนุญาตทนาย และให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุดเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกในหมู่บ้าน














