ผู้เสียหายกว่า 80 รายจากทั่วประเทศ รวมตัวเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการสวมสิทธิ์หรือบันทึกข้อมูลการรักษาอันเป็นเท็จ ในแอปฯ "หมอพร้อม"

วันที่ 30 ก.ค. 2569 ที่มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม นายรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิฯ พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย กรณีพบข้อมูลในแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" ระบุว่า มีประวัติการเข้ารับการรักษาพยาบาล ทั้งที่ไม่เคยไปใช้บริการ ร่วมกันแถลงข่าว หลังมีผู้เสียหายทยอยรวมตัวแล้วกว่า 80 ราย จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อร้องเรียนและปรึกษาแนวทางดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำผิด

จากการตรวจสอบพบว่า มีต้นเรื่องมาจากนางหฤทัย อายุ 48 ปี หรือคุณฮารุ ตัวแทนผู้เสียหาย ที่ต้องการตรวจสอบประวัติของตนเองว่า มีการฉีดวัคซีนตัวใดไปแล้วบ้าง หรือเคยมีประวัติการรักษาอะไรบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าชื่อของเธอถูกนำไปสวมสิทธิใช้ในการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเธอไม่เคยไปรักษา และไม่เคยมีอาการเหล่านั้นมาก่อน จึงตัดสินใจโพสต์เรื่องลงในโซเชียลและรวบรวมกลุ่มผู้ที่เคยโดนสวมสิทธิ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งน่าตกใจเพราะเธอพบว่ามีผู้ที่โดนสวมสิทธิ์ในลักษณะเดียวกันจำนวนมากกว่า 80 คน บางคนเคยร้องเรียนไปกลับศูนย์ดำรงธรรมและหน่วยงานต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่ได้รับความคืบหน้าใดๆ มาเป็นเวลานาน 2-3 ปีแล้ว ในวันนี้จึงอยากออกมาเรียกร้องให้ทางมูลนิธิช่วยสะท้อนปัญหานี้ไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้ช่วยดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

นางหฤทัย บอกว่า หนึ่งในผู้เสียหายตรวจสอบดูใน application พบว่า เคยไปรักษาพยาบาลและได้รับยาโฟริกบำรุงเลือดครั้งละ 100 เม็ด ทั้งที่ไม่เคยเดินทางไปเข้ารับการรักษา ณ หน่วยงานสุขภาพดังกล่าวมาก่อน เมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับจากทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. พบว่า เป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ถูกต้อง มีเพียงชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักเท่านั้นต่อมาเมื่อทางสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ได้ติดต่อมาเพื่อสอบถามข้อมูล ชื่อและนามสกุลแล้ว เรื่องกลับเงียบหายไปโดยไม่มีความคืบหน้า

กรณีที่สอง เพื่อนของผู้เสียหายซึ่งทำประกันสุขภาพวงเงินปีละ 10 ล้านบาท ตรวจพบว่า ตนเองมีประวัติการเข้ารับการรักษาโรคเนื้องอกที่จังหวัดกาญจนบุรีถึง 3 ครั้ง ทั้งที่ไม่เคยเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

อีกกรณีหนึ่งเป็นเพื่อนของนางหฤทัย ซึ่งมีชื่อที่พักอยู่ย่านทองหล่อ แต่ขณะเกิดเหตุพักอาศัยอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ กลับมีประวัติว่าได้รับยาจำนวน 10 เม็ด เนื่องจากมีอาการป่วยเป็นไข้ ข้อสังเกตสำคัญในพื้นที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ดังกล่าวมีการตรวจพบว่าเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยผู้เสียหายยืนยันหนักแน่นว่า ไม่เคยส่งมอบประวัติการรักษาพยาบาล หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่หน่วยงานดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด

จากการรวบรวมข้อมูลของนางหฤทัย และกลุ่มผู้เสียหาย พบว่า ประวัติการรักษาที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีการลงลายมือชื่อ หรือมีชื่อของแพทย์ผู้รักษาปรากฏอยู่หรือไม่ นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติเชิงระบบที่ร้ายแรง คุณฮารุและผู้เสียหายแสดงความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดังนี้ ความกังวลด้านประกันสุขภาพ ประวัติการรักษาพยาบาลที่ไม่ถูกต้องและเป็นเท็จเหล่านี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำประกันสุขภาพใหม่ รวมถึงอาจเป็นเหตุให้บริษัทประกันปฏิเสธการเคลมประกันในอนาคต ความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ผู้เสียหายสังเกตว่า ข้อมูลส่วนตัวอาจถูกนำไปเชื่อมโยงกับระบบ "ไทยไอดี" (ThaID) รวมถึงมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ข้อมูลส่วนตัวที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย ระบบอินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชันต่างๆ ของทางราชการ กำลังถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยมิชอบและไม่ได้รับอนุญาต

กลุ่มของนางหฤทัย จะยังคงเดินหน้าติดตามปัญหาการสวมสิทธิ์ในแอปพลิเคชันหมอพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อจี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ ตรวจสอบเส้นทางการนำข้อมูลไปใช้ และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างประวัติการรักษาเท็จทั้งหมด

ทั้งนี้ นายรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิฯ ให้ข้อมูลว่า กรณีดังกล่าวได้รับข้อมูลจากบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการเร่งทำ KPI ของกระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกรอกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเข้าไปในระบบการรักษา หรือระบบของหมอพร้อม จึงให้เกิดการนำข้อมูลหรือการแต่งข้อมูลดังกล่าวขึ้นมา

เบื้องต้น เตรียมนำผู้เสียหายเข้าไปร้องเรียนกับกระทรวงสาธารณสุขในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคมนี้ เนื่องจากยังติดช่วงเวลาหยุดทำการของหน่วยงานราชการ และหากไม่มีความคืบหน้าหรือหากพบมูลความผิดก็จะแจ้งความดำเนินคดีในหลายข้อหา ทั้งความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับข้อหาการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ และข้อหาความผิดตามมาตรา 157 เรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

สำหรับผู้เสียหายที่ถูกสวมสิทธิ์หรือใส่ข้อมูลลงไปใน application โดยไม่ถูกต้อง สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีในพื้นที่ที่เปิดดู application ได้ทันที หากตำรวจไม่รับแจ้งความให้ดำเนินคดี 157 ตามไปด้วย และให้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขที่ถูกระบุในแอปพลิเคชั่นด้วย

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสอบถามประเด็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการปั้นแต่งข้อมูลขึ้นมา เพื่อทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณในการพัฒนา application หมอพร้อมในรูปแบบของการของบรายปี จึงจำเป็นต้องแต่งข้อมูลต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนอยู่เรื่อยๆ หรือไม่ เรื่องนี้ผู้เสียหายมองว่า application ดังกล่าวไม่ได้ใช้งานมาตั้งแต่ช่วงโควิด 19 และไม่ได้มีการพัฒนาเรื่อยมาปัจจุบัน เข้าไปก็ยังมีความช้าและเกิดความสับสนในข้อมูลต่างๆ เกิดขึ้น หากเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้