กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับภาคการเกษตรไทย ควบคู่กับการสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง สอดคล้องกับนโยบายของ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยไปขยายผลสู่เกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (คทช.) ในพื้นที่ป่าห้วยยอดมน ตำบลช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยจัดทำแปลงต้นแบบการผลิตงาอินทรีย์และงาตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตงาสู่เกษตรกร เพื่อสร้างอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน

พื้นที่ดำเนินโครงการเป็นชุมชนที่เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำสวนมะม่วงหิมพานต์ ปลูกยางพารา และยูคาลิปตัส โดยมีการเลี้ยงโค งานหัตถกรรม และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นอาชีพเสริม กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้ส่งเสริมให้ "งา" เป็นพืชทางเลือกสร้างอาชีพเสริม เนื่องจากเป็นพืชไร่น้ำมันที่ใช้น้ำน้อย ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 80–85 วัน เหมาะสำหรับปลูกหลังฤดูทำนา สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสาคร รจนัย นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ให้ข้อมูลว่า กรมวิชาการเกษตรดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตงาในระบบอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมดิน การคัดเลือกพันธุ์ การปลูก การจัดการธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การดูแลรักษา ตลอดจนการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ก่อนพัฒนาเป็นชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสามารถนำไปใช้ได้จริง ถ่ายทอดสู่เกษตรกรผ่านการฝึกอบรม การสาธิต และแปลงเรียนรู้ โดยมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และให้เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เป็นผู้ผลิต และต้นแบบในชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างความเข้มแข็ง และความยั่งยืนในชุมชนอีกทางหนึ่ง

ในปีงบประมาณ 2568 ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้จัดอบรมเกษตรกรในพื้นที่บ้านหินสูง ตำบลช่องเม็ก อำเภอ สิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิตงาอินทรีย์และงา GAP และการเก็บเกี่ยว การปรับปรุงคุณภาพผลผลิต รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมจัดทำแปลงต้นแบบการผลิตงาอินทรีย์จำนวน 5 แปลง รายละ 1 ไร่ รวมพื้นที่ 5 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้และต้นแบบสำหรับการขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น ผลการดำเนินงานในปี 2568 พบว่า เกษตรกรต้นแบบทั้ง 5 รายสามารถนำเทคโนโลยีการผลิตงาอินทรีย์ไปใช้ได้จริง มีรายได้จากการปลูกงาเพิ่มขึ้น 2,820–8,220 บาทต่อไร่ หรือเฉลี่ย 5,520 บาทต่อไร่ พร้อมขยายพื้นที่ปลูกงาเพิ่มไม่น้อยกว่า 5 ไร่ และขยายพันธุ์งาดำพันธุ์ กวก. อุบลราชธานี 3 สู่ชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียงได้อีก 5 ไร่

ในปีงบประมาณ 2569 กรมวิชาการเกษตรได้ต่อยอดการดำเนินงาน โดยตั้งเป้าขยายผลสู่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 10 ราย เพิ่มพื้นที่ปลูกงาเป็นไม่น้อยกว่า 10 ไร่ พร้อมผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิต และขยายการใช้พันธุ์งาคุณภาพในพื้นที่ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร โดยจัดอบรมหลักสูตร "เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตงาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่" พร้อมจัดทำแปลงต้นแบบผลิตเมล็ดพันธุ์งาและแปลงผลิตงาคุณภาพ จำนวน 5 ราย รายละ 1 ไร่ รวมพื้นที่ 5 ไร่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรรายอื่นที่สนใจจัดทำแปลงขยายผล เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ผลิตงาคุณภาพในพื้นที่และขยายองค์ความรู้สู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเกิดความยั่งยืนในอาชีพ

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังส่งเสริมให้เกษตรกรยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ระบบ GAP และเกษตรอินทรีย์ โดยให้ความรู้ด้านการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และสนับสนุนการขอรับรองมาตรฐานกรมวิชาการเกษตรผ่านสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และเปิดโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานปี 2569 พบว่า เกษตรกรต้นแบบและเกษตรกรในแปลงขยายผล ทั้ง 10 ราย สามารถนำเทคโนโลยีการผลิตงาตามมาตรฐาน GAP ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ส่งผลให้มีรายได้จากการปลูกงาเพิ่มขึ้น 680–5,000 บาทต่อไร่ หรือเฉลี่ย 2,296 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวน 8 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นการประกอบอาชีพของเกษตรกรในการผลิตสินค้าคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตามนโยบาย เกษตรมูลค่าสูง

จากผลการดำเนินงานทั้ง 2 ปี สามารถต่อยอดและขยายผลจากผู้ผลผลิตสินค้าคุณภาพ สู่ผู้ประกอบการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากงา โดยในปี 2570 มีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตงาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มีการจำหน่ายงา ทั้งในรูปแบบเมล็ดพันธุ์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากงาเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน เพื่อเกิดเป็นอาชีพ และความยั่งยืนในชุมชนต่อไป

การดำเนินงานดังกล่าว สะท้อนบทบาทของกรมวิชาการเกษตรในการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน