"บิ๊กจ๋อ" นำทีมทลาย "ผับลับอัปยา" เปิด 24 ชม. ย่านห้วยขวาง พบนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ รวม 26 คน พบยาเสพติดหลายประเภท ด้านเจ้าของเป็นคนไทยใหญ่ เตรียมขยายผลเครือข่ายยาเสพติด
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งรับผิดชอบงานด้านยาเสพติด นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดศูนย์ปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ประสานกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร (ป.ป.ส.กทม.) ได้ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นและทลาย “ผับลับอัปยา” ภายในประชาอุทิศ ซอย 1 ซึ่งลักลอบเปิดเป็นสถานบันเทิงเถื่อน โดยอำพรางด้านหน้าเป็นร้านเกม เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จากการสืบสวนพบว่าภายในสถานที่ดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก แต่มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับผู้มาใช้บริการ

โดยจากการสังเกตพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 1 คูหา ด้านหน้าร้านไม่มีอะไรเป็นข้อสังเกต ไม่มีการติดป้ายใด ๆ ทั้งสิ้น พบว่า ประตูร้านเป็นกระจกทึบสีดำสนิท ไม่สามารถมองเข้าไปด้านในได้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ พบว่า ชั้นล่าง เปิดเป็นสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ มีแสง สี เสียง และพนักงานคอยให้บริการลูกค้า และผลตรวจสารเสพติดในร่างกายหลายรายเป็นบวก ชั้น 2 ใช้เป็นที่พักอาศัยของเจ้าของร้านและแฟนสาว โดยภายในห้องพักพบยาเสพติดหลายชนิด รวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้า ซุกซ่อนอยู่จำนวนหนึ่ง ชั้นลอย เปิดเป็นห้อง VIP ใช้เป็นจุดมั่วสุมและเสพยาเสพติด

โดยพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า จากการเข้าจับกุม ภายในสถานที่ดังกล่าว มีการอำพรางหน้าร้านเป็นร้านเกม แต่ข้างหลังเปิดเป็นผับอัปยา โดยเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ภายในร้านจะมีการเสิร์ฟยาเสพติดทุกชนิดโดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลาง ได้แก่ ยาอี (MDMA) 224 เม็ด, ไอซ์ 51.16 กรัม, โคเคน 3.83 กรัม, คีตามีน 326.24 กรัม, หัวพ็อตเค 19 หัว, บุหรี่ไฟฟ้า 38 ตัว, เงินสด 91,000 บาท, แหวน 2 วง, พระพร้อมกรอบลักษณะคล้ายทอง 1 องค์ รวมตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสิ้น มูลค่าประมาณ 300,000 บาท

โดยเจ้าหน้าที่ได้มาเฝ้าสถานที่แห่งนี้เป็นระยะเวลา 7 วัน แต่เข้าทำการจับกุมได้ยาก เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีทางเข้าออกเพียงแค่ทางเดียว ร้านไม่มีทางหนีไฟ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปลอมตัวเข้าไปได้ รวมถึงไม่มีสิ่งเป็นที่สังเกต เวลาจะเข้าไปด้านในจะต้องมีรหัสเคาะประตู การเข้าตรวจค้นจึงเปรียบเสมือนการปิดประตูตีแมว
โดยจากการตรวจสอบพบว่าเจ้าของร้านเป็นชาวไทยใหญ่ บัตรประชาชนเป็นคนจังหวัดเชียงราย ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของร้าน และเจ้าของยาเสพติด แต่ให้การภาคเสธว่าไม่ได้มีไว้เพื่อจำหน่าย อ้างว่าซื้อมาเพื่อเสพเอง และให้นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ ส่วนเจ้าของอาคารจะต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกระทำความผิดหรือไม่

โดยคนที่มาใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ทำงานกลางคืน เช่น เด็กเอ็น เด็กบาร์โฮสต์ และส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น และส่วนใหญ่เป็นคนไทย อย่างไรก็ตาม จากการเข้าตรวจค้นเมื่อเช้าพบชาวต่างชาติทั้งคนเกาหลีและคนจีน โดยร้านดังกล่าวเปิดมา 1-2 ปี รับลูกค้าเฉพาะ โดยลูกค้าจะรู้กันปากต่อปากเป็นวงจำกัด โดยการใช้บริการจะมีรหัส ในการเคาะประตูเพื่อเข้าไป

เมื่อถามว่ายาเสพติดจะลำเลียงมาจากจังหวัดชายแดนหรือประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตไว้และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขยายผลต่อไป แต่จะมีการยึดทรัพย์เพื่อเป็นการขยายผลเรื่องนี้

จากการเข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว พบนักท่องเที่ยวทั้งหมด 26 คน ทั้งนี้จากการตรวจปัสสาวะนักท่องเที่ยวพบว่ามีนักท่องเที่ยวที่เป็นปัสสาวะสีม่วง 10 คน 1 ในนั้น มีการครอบครองเคตามีน และบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้หากใครที่ไม่พบสารเสพติดในร่างกายจะมีการทำประวัติและปล่อยตัวไป ส่วนหากพบว่ามีสารเสพติดในร่างกายจะถูกแจ้งข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนเจ้าของร้านในขณะนี้ถูกดำเนินคดี 3 ข้อหาจำหน่ายยาเสพติด ให้โทษประเภท 1 และ ประเภท 2 เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต

















