"ทราย สมุทร" มองการถอนฟ้องไม่ใช่ชัยชนะ แต่ต้องการให้ "พี่ชายถูกดำเนินคดี" เผยอยากคุยสภาครอบครัวให้เร็วที่สุด ขณะที่ศาลแพ่งพระโขนง ตั้งไต่สวนบุคคลละเมิดอำนาจศาล พร้อมออกหมายเรียกให้เข้าชี้แจง

วันนี้ 8 ก.ค. 69 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายสิรณัฐ "ทราย" สก๊อต หรือ "ทราย สมุทร" ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเข้ารับฟังการพิจารณา โดยนายปานเทพ บอกว่า วันนี้คดีความระหว่าง คุณทราย สก็อต และฝ่ายโจทก์ ที่เป็นคุณแม่ ซึ่งวันนี้คุณแม่ไม่ได้มา มาเพียงตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ โดยทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้อง “ขอถอนฟ้องจำเลย” โดยอ้างว่าประสงค์ที่จะประนีประนอม ซึ่งเป็นเรื่องของคนในครอบครัว เป็นเรื่องภายใน และไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับคุณทรายในคดีนี้อีก ซึ่งไม่ได้มีการคัดค้านทำให้ศาลเห็นสมควรให้ถอนฟ้องแล้วจำหน่ายคดีออกจากสารระบบ

นอกจากนี้นายปานเทพยังได้พูดถึง กรณีที่มีบุคคลละเมิดอำนาจศาล ซึ่งทางเรา ได้ยื่นคำร้องไปก่อนหน้านี้ และวันนี้ศาลเห็นชอบให้ดำเนินการ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการออกหมายเรียกและนัดไต่สวน

นายปานเทพ ยังบอกอีกว่า คดีนี้ทางเราได้มีการยื่นคำให้การทั้งหมดไปให้ทั้งศาลและฝ่ายโจทก์ ซึ่งหมายความว่า ทางฝ่ายโจทก์ได้เห็นข้อความทั้งหมดแล้วถึงการต่อสู้ทุกกรณี ทั้งเรื่องของอายุความ เรื่องที่ดิน และคำให้การทั้งหมดของคุณทราย ซึ่งก็ทำให้ทางฝ่ายโจทก์ถอนฟ้องไป

ด้าน “ทราย สมุทร” บอกว่า วันนี้ไม่อยากพูดถึงคุณแม่เพราะคิดว่า วันนี้สิ่งที่เห็นชัดคือ ทรายต้องขอบคุณทุกคนในสังคมและพลเมืองดีทุกคน เพราะวันนี้ทรายมีพ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศ ที่เอาทรายเข้าไปอยู่ในใจ ขอบคุณที่รับทรายมาเลี้ยง ยืนยันว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในวันนี้เพราะทุกคน มันไม่ใช่จิตสำนึกหรือเป็นการเปลี่ยนของหัวใจเรา แต่มันคือความรักของทุกคนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนและปัจจัยที่เปลี่ยนคือสังคม

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีการนัดคุยเรื่องการแบ่งทรัพย์สินกันยังไงบ้าง ทราย สมุทร บอกว่า วันถึงไม่กล้าใช้คำว่า เรามีชัยชนะ แต่มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะทรายไม่ได้เป็นคนที่เนรคุณ แต่ทรายเป็นคนที่กตัญญูต่อคนอื่น ต่อประเทศ ต่องานสิ่งแวดล้อมของทรายเสมอ // และการที่เขาถอนฟ้องวันนี้ คือเขาไม่ได้ทำร้ายเราเพิ่ม แต่เรื่องอื่นๆที่พาเรามาถึงจุดนี้มันยังอยู่ แม้ว่าเขาจะถอนฟ้อง ชีวิตทรายยังพังอยู่ดี เพราะตอนนี้ทรายยังไม่มีบ้าน ยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตตัวเอง และมันคงไม่ใช่ชีวิตที่มันยุติธรรม ที่คุณตาคงหวังไว้ให้กับทราย หรือสิ่งที่คนนึงควรที่จะได้รับ

หลังจากที่จบเรื่องนี้ ทรายคงไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง แต่จะต้องมารับน้ำหนักในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตอนนี้ยังไม่มีการเยียวยาหรือความยุติธรรมของเรื่องนี้เลย จึงมองว่า การถอนฟ้องไม่ใช่ปัญหาของตน

เบื้องต้นยังไม่มีมีการนัดคุยกันชัดเจนในส่วนของคืนทรัพย์สิน และความจริงแล้วตนก็ยังไม่รู้ว่า ทางเขาถอนฟ้อง ทรายก็รู้ผ่านสื่อ

“ส่วนเรื่องมรดกนั้นก็ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากคุณแม่ แต่ส่วนตัวคิดว่า เรื่องมรดกเป็นแค่หนึ่งอย่างของความไม่ยุติธรรม แต่เรื่องหลักที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่อง พาย ต้องถูกดำเนินคดี” และถ้าเกิดคนในครอบครัวอ้างว่ารักเราจริง เขาต้องเป็นพยานให้เรา ไม่ใช่พูดเป็นคำลอยๆ

ในเรื่องการแจ้งความส่วนของคดีอาญากับพาย ตอนนี้กำลังเตรียมทุกอย่างให้พร้อม ส่วนจะใช้สิทธิ์แจ้งความแบบใด อยู่ในขั้นตอนพิจารณาวิธีการอยู่

ส่วนในเรื่องการนัดพูดคุย ถ้าทางครอบครัวจะมีการนัด ตนก็อยากให้มีการนัดในเร็วๆ นี้ เพราะเรื่องนี้ตนออกมาสู้กับสงครามแบบนี้มา 2 เดือนเต็ม มันไม่ใช่การใช้ชีวิตที่คู่ควรกับมนุษย์คนนึง และไม่อยากให้อยากให้สังคมคิดว่าการที่เค้าออกแถลงการณ์มันจะช่วยเราได้ ยังไงตนก็ถูกปล่อยให้รับมือกับเรื่องนี้กับความไม่แน่นอนมา 2 เดือนเต็ม แถมยังถูกคนในบริษัทของครอบครัว โจมตี สำหรับผู้ชายคนนึงตนอาจจะดูเข้มแข็ง แต่มันไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ยากหรือลำบากสำหรับตนที่จะต้องรับมือกับเรื่องแบบนี้ และไม่รู้ว่าเรื่องนี้มันจะจบหรือไม่จบ เพราะเราเห็นแค่คำพูด แต่การกระทำคนยังไม่เห็น ซึ่งมันคือแผลติดตัวของเรา และตนอยากให้มันรีบจบ

เมื่อถามว่า การที่มีสภาครอบครัว นั้นดีหรือไม่ดี ทราย สมุทร บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสีย ตนก็จะออกมาเล่าให้ทุกคนฟัง เมื่อตนได้นั่งประชุมกัน เพราะตอนนี้ตนยังบอกไม่ได้ ว่าดีหรือไม่ดี แต่ตนอยากแยกตัวออกมาและอยากใช้ชีวิตของตนเอง

เมื่อถามว่าอยากพูดอะไรกับครอบครัวหรือไม่ ทราย สมุทร บอกว่า “อยากถามว่าทำไม ทำไมไม่เคยทำอะไรเลย” และตนไม่เคยมองว่าสายเลือด เป็นการแบ่งแยกการแสดงออกของความเป็นมนุษย์ เพราะถ้าคนเราแบ่งแยกเรื่องสายเลือด คนในสังคมคงเป็นเอเลี่ยนกันหมด เพราะคนในสังคมทำไมถึงมาดูแลตัวเองได้ ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จักตนยังเข้าใจเรื่องนี้เร็วและทันที แล้วทำไมคนในครอบครัวถึงไม่ออกมาทำอะไรเลย ทำไมถึงไม่พิจารณา หรือขอดูหลักฐานหรือฟังอีกฝ่ายหนึ่งเลย ซึ่งมันเป็นโลกที่ตนไม่เข้าใจ เพราะไม่ว่าจะชีวิตสัตว์หรือคนตนก็พร้อมที่จะเรียกร้องให้เสมอ แต่แค่การที่คุณรู้มา 2 เดือนแล้ว มันยังไม่มีอะไรมันก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีและชัดเจน” ทรายคิดว่าทุกคนก็รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น คนที่เป็นพิษภัยต่อสังคม หรืออาจจะเป็นพิษภัยต่อเด็ก คำตอบก็น่าจะชัดเจน

จากนั้น ทราย สมุทร ได้ ร่ำไห้ และขอบคุณทุกคน ที่ทุกคนในสังคม ที่ทำให้ทรายได้ในสิ่งที่ มากกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะขอได้ ทุกที่ที่เราไป เรามีคนที่ยิ้มให้เรา มีป้า มีพี่น้อง ที่เขาต้องการเรา ทุกคนส่งกำลังใจให้เรา ทุกคนพร้อมให้กำลังใจ และนี้คือสิ่งที่ตนอยากได้มาตลอด คือความเป็นครอบครัว ไม่ว่าต่อจากนี้ผลจะเป็นยังไง ตนอยากขอบคุณทุกคนในสังคมที่ทำให้ตนมีชีวิตที่ดี และหวังว่าอนาคตมันจะดีกว่านี้

ด้านนางเบญจมา อภัยวงศ์ ทนายความส่วนตัว ระบุว่า ในคำร้องที่เรายื่นไปนั้นมีทั้ง พยาน 4 คน ในหลายประเด็น เช่น เรื่องอายุความคดี เรื่องโฉนดที่ดิน และคำให้การของคุณทราย ที่บ่งบอกว่าไม่มีพฤติกรรมที่เนรคุณ รวมถึงยังมีหลักฐานทั้งคลิปที่มีการถอดเสียงและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อีกด้วย และบอกอีกว่า คดีนี้ได้หมดอายุความไปแล้ว ตั้งแต่มาฟ้อง โดยขอย้ำว่าไม่ต้องกังวลว่าคุณทรายจะถูกฟ้องเรื่องนี้อีก