เมียบังอ้วน ตามคดี ตร.คืนทองปลอม เงินและนาฬิกาไม่ครบ ทนายรณรงค์เผยมีตำรวจและ "นิ้ว" เกี่ยวข้องเกือบ 20 คน เหมือนขบวนการ

วันที่ 4 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 13:00 น. ที่ผ่านมา ภรรยาของบังอ้วน และนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เดินทางไปที่ สน. คลองตัน เพื่อไปติดตามกรณีที่ชุดสืบสวน สน. คลองตัน ได้ไปตรวจค้นจับกุมบังอ้วน ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการ 20 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 และได้ยึดของกลางเป็นทรัพย์สินหลายรายการไป ในจำนวนนั้นมีสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 5 บาท สร้อยข้อมือน้ำหนัก 3 บาท และเงินสด ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ภรรยาของบังอ้วนได้ไปติดต่อขอรับของกลาง เป็นสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 3 บาท ที่ ป.ป.ส. เนื่องจากตรวจสอบแล้วไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิด แต่ปรากฏว่าเป็นทองปลอม นอกจากนี้ยังไปติดตามความคืบหน้าทางคดีด้วย โดยมี พลตำรวจโท สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พลตำรวจตรี วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 และพันตำรวจเอก พิสิษฐ์ มีวิริยกุล ผู้กำกับการ สน.คลองตัน และส่วนที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น

โดยฝ่ายผู้ร้อง ระบุว่า การตรวจยึดของกลางในคดีดังกล่าวนั้นพบความไม่ชอบมาพากลหลายกรณี เช่น ก่อนหน้านี้พอทราบว่าสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท ที่ได้รับคืนจาก ป.ป.ส. เป็นทองปลอม มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 55 กรัม ทั้งที่เอกสารบันทึกตรวจยึดในตอนจับกุมของตำรวจ ระบุว่า สร้อยข้อมือทองคำดังกล่าวนั้นมีน้ำหนัก 42.63 กรัม

เงินสดที่ลงบันทึกจับกุมนั้นมีเพียง 10,000 บาท ทั้งที่ในวันจับกุมมีการยึดไปทั้งหมด 60,000 บาท

อีกทั้งในวันจับกุมได้ยึดนาฬิกาไปหลายเรือน และได้คืนนาฬิกาดังกล่าวในชั้นสอบสวน แต่มีอยู่ 1 เรือนที่ไม่ได้คืนเป็นนาฬิกาข้อมือยี่ห้อ tag heuer สีเงิน ซึ่งในบันทึกการยึดของกลางที่ส่งให้ ป.ป.ส.นั้น ก็ไม่มีนาฬิกาเรือนดังกล่าวระบุอยู่ด้วย

พอเห็นว่าไม่มีความชอบมาพากล จึงมาแจ้งความที่ สน. คลองตัน และขอดูบันทึกการยึดของกลางจากทางตำรวจ แต่ตำรวจก็ไม่ได้รับแจ้งความ บอกเพียงแค่ให้ไปติดต่อสอบถามกับทาง ป.ป.ส. และไม่ให้บันทึกการยึดของกลางด้วย

วันนี้จึงมาทวงถามความคืบหน้า ที่ตนเองควรได้รับความเป็นธรรม ยืนยันมีหลักฐานใบไถ่ถอนโรงจำนำ เพราะเคยนำไปจำนำที่โรงจำนำ ว่าสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 3 บาท ที่เป็นของกลางในคดีนั้นเป็นของจริง ส่วนกรณีที่ตำรวจดำเนินคดีกับบังอ้วน ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งตนเองไม่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นทรัพย์สินของตนเองก็ไม่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุด ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์

ด้าน พลตำรวจตรี วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม เบื้องต้นได้สั่งให้ตั้งให้พันตำรวจเอก ภูมิยศ เหล็กกล้า รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งในวันพรุ่งนี้เวลา 10:00 น. ได้เชิญให้ผู้เสียหายไปให้ปากคำที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5

หลังจากที่ผู้เสียหายเข้าพบกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง ยังได้เปิดเผยข้อมูลอีกด้านกับสื่อมวลชน โดยนำคลิปเหตุการณ์ที่มีตำรวจ สน. คลองตัน 7-8 นาย บุกไปข่มขู่ถึงห้องพักในย่านคลองตัน ซึ่งเป็นห้องพักที่ย้ายหนีออกมาจากคอนโดมิเนียมที่บังอ้วนถูกจับกุม โดยถ่ายภาพคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะถูกข่มขู่ว่าให้ยุติการร้องเรียน ไม่เช่นนั้นออกมาเมื่อไหร่จะถูกจับกุมเมื่อนั้น

ผู้เสียหาย เล่าเพิ่มเติมว่า หลังจากมีประเด็นในเรื่องทรัพย์สินของกลางที่สูญหาย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ตนเองได้ไปร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ก็มีตำรวจ สน.คลองตัน บุกมาข่มขู่ถึงห้องพัก แต่ไม่ใช่ชุดที่จับกุมบังอ้วน

ขณะที่ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เปิดเผยอีกว่า ตอนแรกนึกว่ามีตำรวจที่เกี่ยวข้องเฉพาะแค่ชุดที่จะคุมบังอ้วน แต่พอสอบถามข้อมูลกับทางผู้บังคับบัญชาตำรวจต้นสังกัด พบว่ามีทั้งตำรวจและนิ้วตำรวจเกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก เกือบ 20 คน เหมือนเป็นขบวนการ ซึ่งจะต้องเดินหน้าตามคดีนี้ให้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า หลังจากบังอ้วนถูกจับกุม ได้ถูกควบคุมตัวมาที่ห้องสืบสวน สน. คลองตัน โดยบังคับให้เขียนรหัสปลดล็อคการทำธุรกรรมในแอปพลิเคชัน จากนั้นได้มีการโอนเงินในบัญชีบังอ้วนจากแอปฯ จำนวน 50,000 บาท ให้กับญาติของบังอ้วน จากนั้นก็ให้ญาติของบังอ้วนคนดังกล่าว กดเงินสดมาให้ตำรวจ จากนั้นตำรวจได้แบ่งเงิน 20,000 บาทให้ภรรยาของบังอ้วน ส่วน 30,000 บาทที่เหลือตำรวจเก็บไว้ โดยอ้างว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด