ญาติคนแท็กซี่จิตอาสา ร้องถูกกลุ่มคนขับแท็กซี่ป้ายดำทำร้ายร่างกายก่อนชักปืนกระหน่ำยิงเสียชีวิต ต่อหน้านักท่องเที่ยวและผู้โดยสาร ตำรวจอ้างวงจรปิดเสียแต่เมื่อผู้เสียหายได้คลิปจากพลเมืองดีปรากฏภาพหนังคนละม้วนกับที่ตำรวจบอก วอนอยากขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตที่ลูกเพิ่งคลอดได้เพียงหนึ่งเดือน

นายกร (นามสมมุติ) พี่ชายผู้เสียชีวิต เล่าว่า ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นน้องชายของตน เป็นอดีตทหาร และแฟนเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 1 เดือน กระทั่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ช่วงเวลา 01.25 น. ผู้เสียชีวิตได้ขับรถแท็กซี่ไปรับส่งผู้โดยสารที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังลูกค้าลงจากรถ มีกลุ่มชายเกือบ 10 คน ซึ่งเป็นแท็กซี่ป้ายดำที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวกรูเข้ามาเปิดประตูรถทั้งซ้ายและขวา ก่อนรุมทำร้ายผู้เสียชีวิตทั้งกระทืบ และใช้ไม้เบสบอลตีทั้งที่ยังนั่งอยู่บริเวณคนขับซึ่งกำลังขับแท็กซี่อยู่

 

 

นายกร (นามสมมติ) พี่ชายผู้เสียชีวิต เล่าว่า ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นน้องชายของตน เป็นอดีตทหาร และแฟนเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 1 เดือน กระทั่งเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ช่วงเวลา 01.25 น. ผู้เสียชีวิตได้ขับรถแท็กซี่ไปรับส่งผู้โดยสารที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังลูกค้าลงจากรถ มีกลุ่มชายเกือบ 10 คน ซึ่งเป็นแท็กซี่ป้ายดำที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวกรูเข้ามาเปิดประตูรถทั้งซ้ายและขวา ก่อนรุมทำร้ายผู้เสียชีวิตทั้งกระทืบ และใช้ไม้เบสบอลตีทั้งที่ยังนั่งอยู่บริเวณคนขับซึ่งกำลังขับแท็กซี่อยู่

หลังจากถูกทำร้าย ผู้เสียชีวิตพยายามจะขับรถหลบหนี แต่บริเวณดังกล่าวเป็นซอยตัน คาดว่าผู้เสียชีวิตพยายามเข้าเกียร์ เพื่อเดินหน้าขับรถหนี ระหว่างนั้นมีชายคนหนึ่งในกลุ่มคนก่อเหตุ ควักอาวุธปืนออกมายิงใส่บริเวณหน้าอก ขณะผู้เสียชีวิตยังนั่งอยู่ในรถ รวม 5 นัด ทำให้รถพุ่งชนกำแพงและเสียชีวิตอยู่ภายในรถทันที

 

 

นายกร ระบุอีกว่า หลังเกิดเหตุ ภรรยาและแม่ของผู้เสียชีวิตได้เข้าแจ้งความในวันถัดมา ที่ สภ.บ่อผุด จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ตำรวจแจ้งว่าจากการสืบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุมีเพียง 1 คน และใช้อาวุธปืนยิงเพียงคนเดียว ไม่มีผู้อื่นเกี่ยวข้อง และขณะนี้ผู้ก่อเหตุได้หลบหนีออกจากพื้นที่เกาะสมุยแล้ว โดยใช้สปีดโบ๊ตเดินทางออกจากเกาะ

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับคลิปเหตุการณ์ที่ได้รับมา เพราะจากคลิปเห็นว่ามีกลุ่มชายกว่า 10 คนรุมทำร้ายผู้เสียชีวิตบริเวณรถแท็กซี่ ขณะที่ตำรวจระบุว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกันด้านนอก ก่อนผู้เสียชีวิตจะวิ่งขึ้นรถเพื่อหลบหนี และผู้ก่อเหตุวิ่งตามมายิงที่รถ ซึ่งตนได้นำคลิปวงจรปิดและข้อมูลต่าง ๆ ส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมเมื่อวานที่ผ่านมา แต่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังเงียบอยู่

ก่อนหน้านี้ทราบว่า ผู้เสียชีวิตเคยมีปากเสียงกับกลุ่มดังกล่าว จากปัญหาเรื่องการรับผู้โดยสาร รวมถึงการพูดกระแหนะกระแหนกัน แต่ผู้เสียชีวิตไม่ได้ใส่ใจ เพราะมองว่าต่างฝ่ายต่างทำมาหากิน

นายกร ระบุว่า กลุ่มแท็กซี่ป้ายดำในพื้นที่ มีการห้ามรถแท็กซี่อื่นเข้ามารับผู้โดยสาร หากจะเข้ามารับต้องจ่ายส่วย ซึ่งผู้เสียชีวิตก็ยอมจ่ายมาตลอด โดยทั้งหมดเป็นจำนวน 3,500 บาท/เดือน แต่แม้จะจ่ายแล้วก็ยังมีปัญหา โดยต้องให้สิทธิ์กลุ่มดังกล่าวรับผู้โดยสารก่อน นายกร บอกด้วยว่า ขณะนี้ครอบครัวรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเรื่องเงียบและไม่มีความคืบหน้าใด ๆ อีกทั้งกลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งไม่พอใจกับกลุ่มแท็กซี่ของน้องชายตน โดยผู้เสียชีวิตเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น หากเจอคนพิการ คนชรา หรือผู้บาดเจ็บ รวมถึงนักท่องเที่ยว ก็จะรับส่งฟรีหรือพาไปโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ หลังเกิดเหตุ ยังมีสายปริศนาโทรหาญาติของแฟนผู้เสียชีวิต อ้างให้ไปสอบปากคำ แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับไม่ใช่โรงพัก เป็นจุดเดียวกับที่ผู้เสียชีวิตถูกยิงเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่ปลอดภัย และตัดสินใจออกจากเกาะไปพักอยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพราะไม่ทราบว่าสายที่โทรมานั้นเป็นใคร และมีจุดประสงค์อะไรในการเรียกให้ไปยังจุดเกิดเหตุอีกครั้ง

นายกร ยังฝากถึงหน่วยงานภาครัฐและผู้ใหญ่หลายฝ่ายว่า ปัญหาผู้มีอิทธิพลไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่เกาะสมุยเท่านั้น แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ยังเข้าไม่ถึง จึงอยากให้มีการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น พร้อมฝากเห็นใจประชาชนที่ทำมาหากินหาเช้ากินค่ำ นอกจากนี้ ยังอยากเรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่งตำรวจน้ำดีและชุดทำงานที่มีความโปร่งใสเข้ามาดูแลคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้เสียชีวิตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่

ครอบครัวผู้เสียหายยังฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า ไม่น่าทำกันถึงขั้นเสียชีวิต เพราะมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ควรรุนแรงถึงขนาดนี้ ต่อให้มีปัญหากัน หากเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงมือจนถึงแก่ชีวิต พร้อมระบุว่า ผู้เสียชีวิตเพิ่งมีลูกเล็กได้เพียงไม่นาน จึงไม่เข้าใจว่าผู้ก่อเหตุคิดอะไรอยู่ และรู้สึกสะเทือนใจกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างมาก

 

 

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าจะประสานไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอยากให้ผู้กำกับ สภ.บ่อผุด ลงมากำกับดูแลการทำคดีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้ครอบครัวยังไม่กล้าจัดงานศพ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุอันตรายขึ้นภายในงานอีก นายเอกภพ ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าผิดปกติ เพราะกลายเป็นว่าคนดีต้องคอยหลบหนีผู้ก่อเหตุ ทั้งที่เป็นคดียิงกันเสียชีวิตกลางเมือง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้แม้แต่รายเดียว จึงมองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก

นอกจากนี้ จะประสานไปยังกระทรวงยุติธรรม ผ่านกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อขอให้ส่งชุดคุ้มครองพยานเข้ามาดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต เนื่องจากเกรงเรื่องความปลอดภัยของญาติและพยานในคดี

นายเอกภพ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเพิ่งลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพลและกลุ่มมาเฟีย จึงอยากฝากให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะหากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ปัญหากลุ่มมาเฟียในพื้นที่ก็จะลดลงได้ แต่หากยังปล่อยให้มีการเรียกรับผลประโยชน์โดยไม่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอย่างไม่รู้จบ

ส่วนแนวทางหลังจากนี้ จะมีการหารือกับครอบครัวผู้เสียชีวิตอีกครั้ง หากครอบครัวมีความประสงค์จะขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวน หรืออยากให้กองปราบปรามเข้ามารับผิดชอบสำนวนคดี ทางทีมงานก็พร้อมจะพาไปยื่นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อไป