ตร.เปิดเบื้องหลังอาจารย์แก้กรรมคนดัง "นิมิต" รายชื่อ พร้อมที่อยู่ เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ มาจากหนังสือรุ่น แต่ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ ส่วนการดำเนินคดีเป็นข้อหาข่มขืน-พรากผู้เยาว์
วันที่ 20 พ.ค. 2569 ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และ พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) รวมถึง พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. ได้แถลงผลปฏิบัติการ "ปิดฉากนักแก้กรรม นิมิตพิสดาร" เข้าจับกุมนายไพศาล ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ได้ที่บ้านพัก หมู่ 2 ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

พล.ต.ต.พัฒศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. เปิดเผยว่า คดีนี้สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวน 2 คน เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ผู้เสียหายรายแรกเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ว่า หลังจากมีอาการป่วยปวดหัวเรื้อรัง แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หาย เมื่อเห็นสื่อโซเชียลว่านายไพศาล ซึ่งเป็นอาจารย์ชื่อดัง สามารถรักษาด้วยวิธีแก้กรรมได้ จึงเดินทางเข้าไปหาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม และเข้าไปแก้กรรมภายในห้องสองต่อสอง ก่อนถูกล่อลวงและกระทำชำเรา โดยนายไพศาลอ้างว่าเป็นการแก้กรรมแบบพราหมณ์ฮินดู
ส่วนผู้เสียหายรายที่ 2 เข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า เหตุเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นายไพศาลอ้างว่าสามารถรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังของแม่ผู้เสียหายได้ และออกอุบายล่อลวงให้พ่อแม่ของผู้เสียหายออกไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารอีกแห่ง เนื่องจากสนใจผู้เสียหายเป็นพิเศษ พร้อมอ้างว่าผู้เสียหายมีกรรมหนัก ต้องแก้กรรมภายในห้องสองต่อสอง ก่อนจะมีการกระทำอนาจาร และพูดจาลามกเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัข

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายอีกรายที่ไม่สะดวกเปิดเผยรายละเอียด แต่ได้ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน จนทราบว่านายไพศาลมีพฤติกรรมก่อเหตุในลักษณะเดิมกับผู้เสียหายหลายราย
ทั้งนี้ จากการสืบสวนพบว่า นายไพศาลมักอ้างว่าตนมีนิมิตและสัมผัสพิเศษ สามารถรับรู้เรื่องราวในอดีตชาติ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้มาขอความช่วยเหลือ โดยจะให้ผู้ที่มีความทุกข์หรือเจ็บป่วยไปไหว้พระตามวัดต่าง ๆ แล้วส่งภาพถ่ายกลับมา ก่อนอ้างว่าได้นิมิตเห็นบุพกรรมในอดีตชาติ พร้อมระบุว่าต้องทำพิธีแก้วิบากกรรม หรือขออโหสิกรรมกับบุคคลที่เคยมีเวรกรรมต่อกัน
นอกจากนี้ นายไพศาลยังอ้างชื่อ-สกุล และที่อยู่ของบุคคลที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง ทำให้ผู้ที่หลงเชื่อเดินทางไปพบเพื่อประกอบพิธีตามคำแนะนำ บางรายถึงขั้นมอบเงินและทรัพย์สินให้ด้วยความศรัทธาโดยที่ไม่ได้กำหนดค่าพิธีกรรม

เจ้าหน้าที่ยังพบว่า นายไพศาลได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนิมิตและอดีตชาติหลายเล่ม โดยนำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือศาสนสถานต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับบุคคลในปัจจุบัน พร้อมระบุชื่อ-สกุล และที่อยู่ของบุคคลเหล่านั้น ก่อนตีพิมพ์แจกจ่ายให้ผู้ที่มาร่วมพิธี จากการตรวจค้นภายในบ้าน พบหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือเกี่ยวกับศาสนาและการสร้างวัด รวมถึงหนังสือทำเนียบรุ่นของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ซึ่งมีการทำเครื่องหมายกำกับรายชื่อบุคคลไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า รายชื่อและที่อยู่ของบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรบางส่วน มีข้อมูลตรงกับหนังสือทำเนียบรุ่นที่เก็บสะสมไว้ จึงเชื่อว่าข้อมูลบางส่วนอาจถูกนำมาใช้อ้างอิงในการสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตชาติ
ด้าน พ.ต.อ.เอกสิทธิ์ ปานสีทา ผกก.4 บก.ป. ยังระบุอีกว่า จากการตรวจค้นพบหนังสือรุ่นจำนวนมากที่มีการทำสัญลักษณ์ไว้บนรายชื่อ โดยนายไพศาลเก็บแยกไว้ส่วนตัว คล้ายเอกสารลับ และพบพฤติการณ์ว่านายไพศาลนำชื่อบุคคลในหนังสือรุ่นไปเขียนเชื่อมโยงในหนังสือเกี่ยวกับศาสนา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหนังสือที่ตนเองเป็นผู้เขียน ส่วนประเด็นเรื่องทะเบียนราษฎร์ ตอนนี้ยังไม่พบข้อมูลว่ามีการนำรายชื่อของบุคคลที่มาแก้กรรมมาจากทะเบียนราษฎร์

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่า นายไพศาลมีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566 โดยพบหลักฐานจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เชื่อว่าสาเหตุที่เปิดสำนักแก้กรรมและอ้างนิมิตต่าง ๆ เพื่อสร้างชื่อเสียง ให้คนเคารพศรัทธา และหวังทรัพย์สินจากผู้ที่เข้ามาแก้กรรม ส่วนพฤติกรรมอนาจารเชื่อว่าเป็นการสนองความต้องการส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ในชั้นจับกุม นายไพศาลให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอปรึกษาทนายความก่อน
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น 2 จุด ที่แรก คือ จ.ลำพูน ได้แก่ บ้านพักของนายไพศาล และจุดที่ 2 ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านพักของลูกศิษย์คนสนิท โดยตรวจยึดของกลางประเภทเอกสารสำคัญ หนังสือประวัติพระและวัด จำนวน 85 รายการ หนังสือรุ่น 13 รายการ เอกสารแสดงข้อมูลผู้ติดต่อรักษา 33 รายการ สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังพบเสื้อผ้าและผ้าขาวม้า ซึ่งตรงกับคลิปวิดีโอที่ผู้เสียหายมอบให้ รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 7 รายการ ซึ่งตรวจพบภาพถ่ายอนาจารที่นายไพศาลเคยให้ผู้เสียหายถ่ายเพื่อใช้ในการแก้กรรม และยังพบข้อความแชตสอบถามความชอบเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัข
เบื้องต้น นายไพศาลถูกดำเนินคดีตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้” มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับ 80,000-400,000 บาท รวมถึงข้อหา “พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร” มีโทษจำคุก 3-15 ปี และปรับ 60,000-300,000 บาท ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ยืนยันว่า นายไพศาลเป็นหรือไม่เป็นผู้วิเศษ แต่การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นเรื่องของการกระทำความผิดเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราและพรากผู้เยาว์ ส่วนพฤติกรรมฉ้อโกงนั้น ขณะนี้ยังไม่พบความผิด และยังไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความในส่วนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เตรียมนำตัวนายไพศาลไปฝากขัง ศาลอาญารัชดา ในช่วงเช้าของพรุ่งนี้

















