"ผบ.ตร." แถลงจับ "ชาวจีน" ยันไม่ใช่ก่อการร้าย แค่ชอบสะสมปืน สั่งสอบซื้อต่อจาก "ตำรวจ"
วันที่ 9 พ.ค. 69 ที่ สภ. นาจอมเทียน ทางด้านของ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร. พร้อมทั้ง พล.ต.ต. พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี , พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2 , ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน หน่วยงานความมั่นคง และตำรวจที่เกี่ยวข้อง ได้มีการร่วมกันแถลงข่าว การจับกุม นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน พร้อมกับอาวุธของกลางหลายประเภท
โดย พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร. เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ป้องกันและปราบปราม ของ สภ.นาจอมเทียน เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุจึงพบ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัว พร้อมทั้งมีอาการผิดปกติคือไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปช่วยเหลือ จึงมีการประสานไปยังตำรวจชุดสืบสวนและผู้บังคับบัญชา นำไปสู่การขยายผล ในการคนบ้านและพบว่า มีอาวุธเครื่องกระสุนปืน หลายประเภทอยู่ในบ้าน ซึ่งถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเย็นของเมื่อวาน แต่วันนี้ก็สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุและขยายผล ก็ได้ข้อมูลมามากพอสมควร ซึ่งในประเด็นนี้ตำรวจจะต้องมีการขยายผลสืบหาข้อมูลต่อไป
ส่วนประเด็นเรื่องผู้ต้องหา อาจจะมีความเชื่อมโยง BHQ ทหารของกัมพูชา รวมถึง การเข้า-ออกประเทศกัมพูชา ที่อาจจะนำไปสู่ประเด็นเรื่องภัยความมั่นคง ว่าจะมีการก่อการร้าย หรือไม่นั้น พล.ต.อ.กิตติรัฐ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ข้อมูลชุดนี้มาเช่นกัน ซึ่งยืนยันได้ว่า จากการสืบสวนและสายข่าว ยังไม่พบเรื่องการก่อวินาศกรรม แต่จะมีการขยายผล และตรวจสอบข้อมูลต่อไป ซึ่งการได้มาซึ่งข่าว จำเป็นจะต้องมีการสอบปากคำตัวผู้ต้องหาโดย เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าว กอรมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ตรวจสอบ แต่หลังจากการสอบปากคำเบื้องต้นก็ยืนยันได้ว่าไม่มีข้อมูลปรากฏในเรื่องของการก่อวินาศกรรม หรือรับงานใคร เนื่องจากอาวุธที่มีการตรวจจับได้นั้นส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มีการซื้อขายจากช่องทางออนไลน์เท่านั้น ส่วนคลิปที่ปรากฏ ว่าผู้ต้องหามีการฝึกซ้อมยิงปืนนั้น ตำรวจก็มีการนำข้อมูลดังกล่าวไปขยายผลต่อไป ยังไม่นับว่าเป็นการฝึกเพื่อนำมาก่อเหตุอะไร อาวุธปืนที่ตรวจสอบก็พบว่ามีการแต่งเติมเสริมความสวยงาม สอดคล้องกับการให้ปากคำของตำรวจว่าเป็นการชื่นชอบอาวุธเท่านั้น
ประเด็นเรื่องของการเข้าออก ของผู้ต้องหา รวมไปถึงภาพรวม การเข้าออกของนักท่องเที่ยว จำนวนหลายครั้ง ยังคงยืนยันว่า เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจได้มีการดำเนินการ ตรวจเข้มความปลอดภัยและคัดกรองนักท่องเที่ยวมาก่อนแล้ว 3-4 เดือน โดยเฉพาะคนต่างด้าว ที่อยู่เกินระยะเวลาที่ขอไว้ (overstay) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทาง ตำรวจท่องเที่ยวได้มีการรวบรวมข้อมูลมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมอบหมายเรื่องนี้ให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมกับ ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ พอเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ทำให้สอดคล้องกันกับการตรวจสอบข้อมูลของตำรวจ ประเด็นในเรื่องของคนต่างด้าวที่มีการเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง มีการเข้ามาปฏิบัติงานหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยกันแน่ เพราะนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
ส่วนเรื่องอาวุธปืน ตำรวจยืนยันว่าจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นการซื้อผ่านออนไลน์เท่านั้น ต้องมีการขยายผลต่อว่าต้นทางมาจากที่ไหน และส่งต่อมาจากที่ใด เช่นเดียวกับ เรื่องอาวุธปืนพก ที่ตรวจพบแล้วว่าเป็นของตำรวจนั้น ก็ต้องมีการไปสืบต่อว่าปืนสวัสดิการอันนี้ มีการดับช่วงต่อมาจากไหน ซึ่งยืนยันได้ว่าปืนพกอันนี้ ไม่ใช่เครื่องกระสุนปืนที่ใช้ในราชการ ซึ่งเรื่องนี้สามารถพูดได้โดยไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่ต้องขอให้สังคมเข้าใจในเรื่องของภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะอาจจะมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินจนต้องนำทรัพย์สินไปขายหรือจำนอง
สำหรับความมั่นใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยนั้น พล.ต.อ.กิตติรัฐ ระบุ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้รับฟรีวีซ่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มมาตรการความปลอดภัย ที่จะทำให้เกิดความสงบและความเรียบร้อย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอนักท่องเที่ยวมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ในทุกสถานที่
สำหรับประชาชน สำนักงานตำรวจตำรวจแห่งชาติก็ขอให้มีความเชื่อมั่น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ทางความมั่นคง ได้มีการตรวจสอบข้อมูล และรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบความปลอดภัยในพื้นที่ตลอดเวลาอยู่แล้ว หลังจากนั้น พล.ต.อ.กิตติรัฐ ก็มีการเดินตรวจวัตถุพยานของกลาง ที่สามารถตรวจยึดได้
“โฆษก ตร.” เผยปืนของกลางเป็นของตำรวจ ขายกันตัวต่อตัว พบเคยโดนตั้ง คกก.สอบวินัยฯ
ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงของกลางที่พบว่าเป็นอาวุธปืนของนายตำรวจ สน.สายไหม ที่ซื้อผ่านโครงการสวัสดิการ และมีการนำไปจำนำหลายทอดน้้น ขณะนี้สามารถตรวจสอบทอดสุดท้ายก่อนไปถึงมือผู้ต้องหาได้แล้วพบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศ “รองสารวัตร” รวมถึงเคยโดนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัย โดยในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าคดีด้านวินัยสิ้นสุดลงอย่างไร และพบว่าการซื้อขายปืนระหว่างผู้ต้องหาและนายตำรวจเป็นการซื้อขายแบบตัวต่อตัว แต่ยังไม่มีการโอนทะเบียน โดยในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าทั้งสองคนรู้จักและมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
อีกทั้งอาวุธปืนทั้งหมดยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่ามีการซื้อขายอย่างไร เบื้องต้นพบว่ามีทั้งแบบซื้อขายตัวต่อตัว และซื้อขายแบบออนไลน์

















