"หนุ่มนักธุรกิจ" เหยื่อพิธีอมมังกรแก้กรรม อาจารย์ดัง จ.ลำพูน รุดยื่นขอ ก.ยุติธรรม คุ้มครองพยาน หวั่นไม่ปลอดภัยหลังออกมาเปิดโปง เหตุลูกศิษย์หลายแวดวง ด้าน "รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ" เตือนภัยระวังกลุ่มอ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ฉวยโอกาสละเมิดทางเพศ ให้ใช้ดุลพินิจไตร่ตรองสถานการณ์เสี่ยง ขณะที่ "เอกภพ" แย้มเหยื่อโผล่เพียบ จ่อสอบ นศ.ชายเชียงใหม่ โดนสูตรเดียวกัน "อ้างนิมิตแก้กรรม" ยันหลักฐานมัดแน่นไม่ใช่การดิสเครดิต
วันที่ 8 พ.ค. 69 ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด นำนายเอ (นามสมมติ) นักธุรกิจหนุ่ม อายุ 30 ปี ผู้เสียหายถูกอาจารย์ไสยเวทย์ชื่อดังใน จ.ลำพูน "อมมังกรแก้กรรม" เข้ายื่นหนังสือขอรับการคุ้มครองพยานเพื่อความปลอดภัย หลังเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่กองบังคับการปราบปราม และคาดว่าพนักงานสอบสวนเตรียมจะขออนุมัติศาลออกหมายจับในเร็วนี้ จึงเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะผู้ก่อเหตุมีลูกศิษย์จำนวนมากทุกสาขาอาชีพตั้งแต่ ดารา นักแสดง พิธีกร ข้าราชการทหาร ตำรวจ จึงประสงค์ร้องขอให้ทางกระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ช่วยคุ้มครองพยาน โดยมี นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ นางบุญภาดา พึ่งบุญ ณ อยุธยา อรุณเบิกฟ้า ผอ.กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ นายปฐมพร โรจน์เรืองแสง นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ และนายชนะชัย วรรณษา ผอ.สำนักงานคุ้มครองพยาน ร่วมรับเรื่องร้องทุกข์

นายเอ (นามสมมติ) นักธุรกิจหนุ่มวัย 30 ปี ผู้เสียหายในคดี เล่าว่า กรณีที่ตนมาร้องขอให้กระทรวงยุติธรรมคุ้มครองพยาน เพราะอาจารย์คนดังกล่าวมีลูกศิษย์จำนวนมาก ราวเกือบ 100,000 คนที่อยู่ในกลุ่มโซเชียล อีกทั้งยังมีลูกศิษย์ที่เป็นคนใหญ่คนโต เป็นแพทย์ เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และบ้างก็เป็นดาราศิลปินอีกด้วย ซึ่งค่อนข้างมีผู้คนศรัทธาจำนวนมาก และหากย้อนไปตอนที่ตนเข้าพบกับอาจารย์คนดังกล่าว ก็ต้องมีการกรอกชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ ซึ่งก็เป็นที่อยู่ปัจจุบันที่ตนอยู่จริงๆ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีใครมีพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคามข่มขู่แบบนั้น แต่บ้านตนก็มีพ่อแม่สูงอายุพักอาศัยอยู่ด้วย จึงกังวลในเรื่องนี้มาก หลังเป็นข่าวก็ค่อนข้างมีผลกระทบต่อจิตใจพอสมควร ถึงขั้นเคยคิดอยากจบชีวิต
นอกจากนี้ การที่ตนเลือกเปิดโปงข้อเท็จจริง เพราะอาจารย์คนนี้มีการเอาศาสตร์มาบังหน้า และเชื่อว่าทำมาหลายครั้งแล้ว เท่าที่เห็นจากข่าวน่าจะเกิน 5-6 ครั้ง หรืออาจจะถึง 10 ครั้งด้วยซ้ำ ส่วนกรณีที่เพจของสำนักอาจารย์ได้มีการออกมากล่าวอ้างว่ามีขบวนการจะทำลายดิสเครดิตชื่อเสียงของอาจารย์นั้น ตนอยากชี้แจงว่า ในวันที่ตนเข้าไปปรึกษา ตนไม่รู้จักอาจารย์คนนี้มาก่อนด้วยซ้ำ แต่แม่ของตนเป็นคนแนะนำให้ไปหาเอง เพราะตนประสบปัญหาโรคปวดหัวคลัสเตอร์มานาน รักษากับแพทย์โรงพยาบาล หรือคลินิกใดก็ไม่หาย พอแม่ตนแนะนำจึงได้มีโอกาสไปพบอาจารย์ มันจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คนไม่รู้จักกันสองคน จะต้องไปดิสเครดิตชื่อเสียงใคร เพราะหากได้เข้าไปรักษากับอาจารย์ มันก็คงไม่มีอะไรเสียหายอย่างที่แม่บอก แต่เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ตนก็อยากให้ดำเนินการอย่างถึงที่สุด เพราะเขาคือภัยสังคมแล้ว

ขณะที่ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เสริมว่า สถานะทางคดีล่าสุดทราบว่าทางพนักงานสอบสวนได้มีการเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อที่จะเอาผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากวานนี้ก็ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายไปหลากหลายประเด็น และนอกจากผู้เสียหายรายนี้แล้ว ก็ยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ร้องทุกข์มายังตน มีทั้งหลักฐานที่เป็นคลิปเสียง ไหนจะพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายถูกกระทำทางเพศนอกตัวอาคารอีกด้วย ตนจึงขอให้ผู้เสียหายรีบเข้าแจ้งความ ซึ่งตนจะได้ประสานให้เขาเข้ามาแจ้งความที่กองปราบปราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ทราบว่ามีผู้เสียหายบางรายที่ประสงค์มาเป็นพยานให้ นายเอ ด้วย
ส่วนกรณีที่อ้างว่าการออกมาเปิดโปงเป็นการทำลายชื่อเสียง ไม่หวังดีนั้น ตนยืนยันว่าผู้เสียหายเขามีพยานหลักฐาน หากลูกศิษย์คนไหนไม่เชื่อก็สามารถมาดูคลิปได้ เพราะมันคือการบันทึกเหตุการณ์ไว้จริง มีการละเมิดทางเพศจริง ไม่มีหรอกคนที่ไม่หวังดี เพราะอะไรที่มันไม่ตรงมันก็จะล้มด้วยตัวของมันเอง เหมือนประโยคที่บอกว่า "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน"
นายเอกภพ เล่าว่า มีเคสผู้เสียหายเป็นนักศึกษาชายในเชียงใหม่ อาจารย์ได้เขียนชื่อเขาให้ไปแก้กรรม จากนั้นก็มีคนแปลกหน้ามาหานักศึกษาชายที่บ้าน คล้ายมาคุกคาม มาบอกว่าเขาเป็นเจ้ากรรมนายเวร บอกให้ไปแก้กรรม เอาคนแก่ไปกราบขอขมา ซึ่งนักศึกษาชายก็รู้สึกไม่โอเค กระทั่งนักศึกษาชายรายนี้ได้ตัดสินใจไปหาอาจารย์ที่สำนักเพื่อไปขอทราบข้อเท็จจริง แต่อาจารย์ก็บอกว่า ทางผู้เสียหายเป็นเจ้ากรรมนายเวร อ้างว่าเห็นในนิมิต มีการบอกชื่อเพื่อนของผู้เสียหายถูกต้องด้วย โดยเอ่ยชื่อเพื่อนออกมา 3 ชื่อ ทางนักศึกษาชายจึงไปทบทวนตัวเองว่าทำไมชื่อเพื่อนถึงปรากฏให้คนอื่นทราบได้ ก่อนไปเจอในหนังสือรุ่นซึ่งมีชื่อเล่นปรากฏ เลยคาดว่าเขาอาจจะได้ข้อมูลมาจากสิ่งเหล่านี้ และเมื่อนักศึกษาชายไปพบที่สำนัก ก็มีลักษณะจะก่อเหตุคล้ายกับที่นายเอ โดนเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้ตนจะได้นัดผู้เสียหายนักศึกษาชายมาพูดคุยเรื่องรายละเอียดต่อไป

ส่วน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ระบุว่า สำหรับเคสนี้ เราจะดูแลให้ผู้เสียหายใน 2 เรื่องหลัก คือ การเยียวยา ซึ่งจะได้มีการรับเรื่องและคณะอนุกรรมการฯ จะได้พิจารณาโดยด่วนตามวาระ ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องการคุ้มครองพยานในคดี เพราะถ้าหากมีการประเมินแล้วพบว่าผู้เสียหายไม่ได้รับความปลอดภัย หรือสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นการข่มขู่คุกคามพยาน เจ้าหน้าที่จะรีบให้การคุ้มครองทันที ขอให้ผู้เสียหายมั่นใจไม่ต้องเป็นกังวล
ทั้งนี้ จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ด้วยความที่ในสังคมปัจจุบันนี้มีผู้วิเศษเกิดขึ้นมากมาย และอาจฉกฉวยโอกาสมากระทำความผิดในเรื่องเพศนั้น ตนอยากให้ทุกท่านที่กำลังทุกข์ทางใจ และเข้าหาผู้วิเศษเหล่านี้ ต้องตั้งสติทุกครั้ง เพราะบางทีอาจมีเรื่องสุ่มเสี่ยงถูกล่วงละเมิดได้ จึงขอให้ท่านพึงระลึก และตระหนักว่าสถานการณ์ที่อยู่ในตอนนั้นมันเข้าข่ายจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีหรือไม่ อีกทั้งต้องยอมรับว่า ผู้เสียหายมักจะไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราว เพราะด้วยความหวาดกลัว แต่ตนต้องขอบคุณอีกหลากหลายท่าน ที่กล้าออกมาเปิดโปง เพื่อเป็นการป้องปรามให้สาธารณะชนได้รับรู้ ว่ามันมีเหตุการณ์เช่นนี้อยู่ จะได้ออกมาเตือนสังคมให้ระวังมากขึ้น ซึ่งในส่วนของผู้ที่กระทำความผิด ทางกระบวนการยุติธรรมหากเอาคนผิดมาลงโทษได้ก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นเดียวกัน จึงขอให้ผู้เสียหายหากเกิดขึ้นกับตนเองให้รีบเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อเป็นการระงับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้
ด้าน นายชนะชัย วรรณษา ผอ.สำนักงานคุ้มครองพยาน กล่าวว่า กรณีที่ผู้เสียหายมีความเป็นกังวล สำนักงานคุ้มครองพยาน จะไม่ปล่อยให้เกิดการข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นกับตัวผู้เสียหายอย่างแน่นอน โดยเราจะประสานกับตำรวจท้องที่ที่พักอาศัยของผู้เสียหาย เพื่อจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลความปลอดภัย ส่วนในเรื่องของการดำเนินคดี เราจะได้ประสานกับพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนเพื่อพิจารณาเรื่องการไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วย และนอกจากนี้ก็จะได้ดูแลเรื่อง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559) ให้ด้วย
ส่วน นายปฐมพร โรจน์เรืองแสง นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญานั้น ทางผู้เสียหายก็ได้มีการนำส่งเอกสารบางส่วนแล้ว แต่ยังเหลือเอกสารในเรื่องของการตรวจร่างกายเพิ่มเติมที่จะต้องนำส่งให้เราต่อไป ซึ่งกรณีนี้เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดลำพูน ทางเราจะได้มีการรับคำขอเรื่องการรับเงินเยียวยานี้ทั้งหมด และจะได้ส่งเรื่องให้กับคณะอนุกรรมการฯ จังหวัดลำพูน เพื่อพิจารณาคำร้องต่อไป และหากมีผู้เสียหายรายอื่นเช่นเดียวกัน ท่านก็สามารถยื่นคำร้องมายังยุติธรรมจังหวัดในพื้นที่ของท่านได้ หรือจะมายื่นกับส่วนกลางกระทรวงยุติธรรมก็ได้ หรือท่านอาจจะประสานพนักงานสอบสวนที่ท่านไปร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อยื่นคำขอมายังกระทรวงยุติธรรมก็ได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ การยื่นคำขอรับการเยียวยานั้น จะต้องยื่นภายในระยะเวลาเกิดเหตุไม่เกินหนึ่งปี เพราะว่าเจ้าหน้าที่จะต้องรีบรวบรวมข้อมูลและยื่นคำขอเสนอเรื่องให้กับคณะอนุกรรมการประจำจังหวัดได้พิจารณาโดยเร็ว ซึ่งในทางคดีก็ต้องนับตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายทราบเรื่องของการถูกกระทำดังกล่าว แต่ไม่ต้องเป็นกังวลว่าหากเรื่องผ่านไปนาน แล้วอยากจะร้องทุกข์กล่าวโทษขอรับการเยียวยา ขอให้ท่านได้ยื่นคำขอเข้ามาก่อน เพราะว่าทางคณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาเป็นรายบุคคลอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ ในการพิจารณาก็จำเป็นต้องต้องใช้เอกสารหลักฐานทางคดีประกอบด้วย
อย่างไรก็ดี คณะอนุกรรมการฯ จะใช้เวลาประมาณ 21 วัน ในการประชุมหารือเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งคณะอนุกรรมการในทุกจังหวัดจะประชุมกันเดือนละครั้งอยู่แล้ว จึงขอให้ทางผู้เสียหายได้ยื่นเอกสารให้ครบถ้วนตามขั้นตอนก็พอ ส่วนในเรื่องของการคุ้มครองพยาน ทางสำนักงานคุ้มครองพยานสามารถดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว ขอให้ผู้เสียหายมั่นใจ














