ญาติเหยื่อตึก สตง.ถล่ม รวมตัวจัดพิธีทำบุญ-เลี้ยงพระเพล 9 รูป รำลึกความสูญเสียครบ 1 ปี เตรียมอาหารต้มยำรวมทะเล-หมึกผัดผงกะหรี่-น้ำตกหมู-ทอดมันปลากราย-ห่อหมกทะเล-บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน และผลไม้ ขณะที่ "สตง." อำนวยความสะดวกพื้นที่

ย้อนไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว วันที่ 28 มี.ค. 2568 เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งแรกของชาวกรุงเทพฯ ที่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดิน จากระดับความรุนแรงขนาด 7.7 ลึก 10 กม. ในประเทศเมียนมา บริเวณรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งพาดผ่านประเทศเมียนมาจากเหนือจดใต้ มีความยาวมากกว่า 1,200 กิโลเมตร ส่งผลให้ประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร และโดยรอบปริมณฑล ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ได้รับแรงสั่นสะเทือนไปตามๆ กัน ทั้งบ้านเรือนความสูง 1-2 ชั้น ตึกคอนโดมิเนียม โรงแรม รีสอร์ตที่พัก โรงเรียน สำนักงานราชการ ออฟฟิศบริษัท พบรอยร้าวตามผนังอาคาร และฝ้าถล่ม 




ที่สำคัญในวันเดียวกันนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ใหญ่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อตึกอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ซึ่งมีความสูง 30 ชั้น ขณะนั้นอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ใช้งบประมาณแผ่นดิน 2,136 ล้านบาท ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 11 ไร่ บริเวณตรงข้ามย่านการค้าตลาดนัดจตุจักร เกิดทรุดตัวถล่มลงมา ส่งผลให้มียอดผู้เสียชีวิตสรุป ณ วันที่ 12 พ.ค. 2568 จำนวน 89 ราย จากผู้ประสบภัยทั้งหมด 109 ราย โดยมีผู้รอดชีวิตตั้งแต่วันแรกที่ตึกถล่มเพียงแค่ 9 รายเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงคดีอาญาทั่วไป เมื่อดีเอสไอพบการกระทำความผิดเข้าข่ายองค์ประกอบตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร จึงรับดำเนินการสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ 3 คดี


ผ่านมาครบ 1 ปี คดีถูกสรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาส่งหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อดำเนินการสั่งฟ้องต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นพนักงานอัยการคดีพิเศษ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องด้วยมีการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการพิจารณา ส่วนคดีของตำรวจท้องที่ สน.บางซื่อ ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่ากระบวนการศาลเพื่อนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย นั้น






ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม โดยพื้นที่บริเวณด้านในอาคารร้างของ สตง. แห่งใหม่ ญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รวมตัวกันเตรียมอาหารและน้ำดื่ม เพื่อจัดพิธีทำบุญสวดพระพุทธมนต์และเลี้ยงพระเพล อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ สตง. และ กิจการร่วมค้า ITD-CREC (บริษัทเจ้าของสัญญาการก่อสร้างตึก สตง.) และสำหรับเมนูอาหารที่จัดเตรียมไว้เลี้ยงพระเพล ประกอบด้วย ต้มยำรวมทะเล หมึกผัดผงกะหรี่ น้ำตกหมู ทอดมันปลากราย ห่อหมกทะเล บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน และผลไม้ ซึ่งพิธีเริ่มขึ้นในเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา


สำหรับพระภิกษุสงฆ์ 9 รูป ที่มาร่วมทำพิธีวันนี้ ได้แก่ 1. พระศรีวชิราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานสงฆ์พิธีเจริญพระพุทธมนต์ 2. พระครูโสภณสารวิสิฐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา 3. พระครูปลัดอุดมวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา 4. พระพงชัย โสธณธีโร 5. พระมหาณัฐวุฒิ ญาณวุฑฺฒธีโร 6. พระใบฎีกาเศรษพงศ์ กิตฺติปญโญ 7. พระมหาณรงค์ศักดิ์ พุทฺธิธีโร 8. พระมหาจตุรพล จิรธีโร และ 9. พระศุภชัย ปภสฺสรญาโณ




สำหรับบรรยากาศภายในพื้นที่โครงการก่อสร้างตึก สตง. แห่งใหม่ ยังคงร้างมีเพียงอาคารจอดรถที่ยังคงสภาพ นอกจากนี้ พบโครงเหล็กเส้นบางส่วนฝังจมกับพื้นผิวคอนกรีตจากการรื้อถอนซากอาคาร หรือเหล็กเส้นบางส่วนฝังลึกอยู่ในเสาคอนกรีต โผล่ยื่นออกมาจากการพังทลายทรุดตัว และถุงปูนซีเมนต์สำเร็จรูปที่กองวางไว้ ส่วนจำพวกเศษซากของหินดินทราย เหล็กเส้นกองมหาศาลก่อนหน้านี้ได้ถูกเคลียร์ออกจากพื้นที่ไปเรียบร้อย นับแต่หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งรื้อถอนซากอาคารและคืนพื้นที่ให้ สตง. เพื่อ สตง. อยู่ระหว่างรอคืนสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย


ด้าน น.ส.ขวัญเรียน น้องสาวของนายสุขสวัสดิ์ อายุ 52 ปี (ผู้เสียชีวิต) เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้ พี่ชายของตนเป็นช่างไฟ ในวันเกิดเหตุพี่ชายทำงานอยู่ที่ชั้น 20 และเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว เพราะปกติพี่ชายและลูกเมียพักอาศัยอาศัยอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ ทุกวันนี้ตนยังคิดถึงพี่ชายที่สูญเสียไปจากเหตุการณ์อยู่เสมอ ตอนแรกเราเหลือกันแค่สองคนพี่น้อง เพราะว่าพ่อแม่น้องชายก็เสียชีวิตหมดแล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พี่ชายของเราเสียชีวิตไป ตอนนี้เราเหลือตัวคนเดียวแล้ว อย่าบอกว่าคิดถึงพี่ชายตลอด และยังคงพูดอะไรไม่ออก รู้สึกสงสารพี่ชาย ซึ่งพี่ชายเป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัวเขา พี่ชายมีภรรยาและลูกเล็ก ทุกวันนี้ก็อยู่กันอย่างลำบากเพราะขาดพี่ชายไป รายได้ก็ขาดไปด้วย




อย่างไรก็ตาม 1 ปีที่ผ่านมา ตนอยากให้เหตุการณ์นี้เป็นสิ่งเตือนใจว่าจะต้องให้เกิดการป้องกันและระมัดระวังที่มันดีกว่านี้ เพื่อที่ชีวิตคนที่มาทำงานทุกคน พวกเขามีครอบครัวและลูกเล็กที่รออยู่ข้างหลัง การสูญเสียที่เกิดขึ้นมันไม่คุ้ม ทั้งนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนยังหมั่นทำบุญให้กับพี่ชาย และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ตลอด ความไม่ปลอดภัยและการสูญเสียที่เกิดขึ้น มันสร้างความเสียใจให้กับเราเป็นอย่างมาก ไม่เกิดขึ้นกับใครก็คงไม่รู้


น.ส.ขวัญเรียน เผยอีกว่า หากสิ่งที่ขอได้ก็คงอยากให้ทำอะไรที่มันมีความปลอดภัยมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นอีก เพราะครอบครัวรับไม่ได้กับการสูญเสียจริงๆ และหากย้อนไปในวันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ไม่ได้มีใครโทรศัพท์มาบอกตนเอง แต่ว่ามีข่าวอยู่ในเฟซบุ๊กมีการแชร์ข่าวต่อ ๆ กันมา ซึ่งก็มีคนบอกตนว่า น่าจะมีชื่อพี่ชายของตนอยู่ในเหตุการณ์ ตนเลยตรวจสอบซ้ำไปอีกครั้ง ก็มีการยืนยันว่าพี่ชายมีชื่ออยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ แต่แค่ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าเสียชีวิตแล้วหรืออยู่ระหว่างการค้นหา และเมื่อตนรู้ข่าวดังกล่าวในตอนเย็น ก็ได้เดินทางออกจากบ้านที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อมาคอยติดตามเฝ้าดูว่าชะตากรรมของพี่ชายเป็นอย่างไร และนับตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่เรารู้ชะตากรรมของพี่ชาย มันก็ระยะเวลานาน 1 เดือน เราถึงได้เห็นศพของพี่ชาย ซึ่งเราเดินทางมาที่จุดเกิดเหตุทุกวัน มาเพื่อรอความหวัง แต่เมื่อรู้ว่าพี่ชายเสียชีวิต ตนก็เสียใจอย่างมาก




ขณะที่ น.ส.เฉลิมศรี อายุ 50 ปี มารดาของนายปรเมษฐ์ วิศวกร อายุ 25 ปี เปิดเผยว่า สำหรับรูปแบบการจัดงานในวันนี้ ตนได้มีการโทรศัพท์ไปสอบถามทางสำนักงานเขตก่อน ซึ่งทางเขตได้แจ้งว่าได้คืนพื้นที่ให้กับสำนักงาน สตง. เรียบร้อยแล้ว ตนจึงโทรศัพท์สอบถามไปยัง สตง. ซึ่งทราบว่าทาง สตง. ไม่ได้มีการจะจัดกิจกรรมอะไร ตนจึงขออนุญาตเข้าพื้นที่เพื่อที่จะได้จัดพิธีทำบุญให้กับลูกชาย เพราะมันเป็นความสูญเสียที่เราได้สูญเสียลูกชายคนเดียวของเราไป ซึ่งเขาก็อนุญาตและมีการเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย


อย่างไรก็ตาม 1 ปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างสูญเสีย แต่มันกลับบอกอะไรไม่ได้เลยจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องของสาเหตุและข้อเท็จจริง เพราะเราเองในฐานะผู้ที่สูญเสียลูกเพียงคนเดียวก็อยากได้คำตอบจากคนที่รู้ หรือคนที่กำลังทำงานอยู่ บอกให้เราทราบบ้างว่าความคืบหน้ามันเป็นอย่างไร เพราะแม้ว่าคนทั้งประเทศจะรู้สึกจากเหตุการณ์วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่มีแผ่นดินไหว อาจรู้สึกเจ็บ แต่คงไม่เจ็บเหมือนกับเรา ทั้งนี้ คนทั้งประเทศรู้หมด แต่คนที่ผิดกับไม่รู้อะไรเลย อยากให้หน่วยงานช่วยบอกพวกเราหน่อยว่าตอนนี้มันมีคนผิดหรือไม่จากเรื่องที่เกิดขึ้น




น.ส.เฉลิมศรี เผยต่อว่า สำหรับเรื่องการหาความเป็นธรรมเราก็คงอยากหาคนผิด เพราะเรามีลูกชายเพียงคนเดียวที่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูให้ได้รับการศึกษามาตั้งแต่อนุบาลหนึ่ง เติบโตขึ้นก็อยากให้ลูกได้มาดูแลเรา โปรดอย่ามองว่าเราเป็นเพียงคนงานก่อสร้าง ที่ตายไปแล้วก็ได้แค่นี้ อย่าคิดแต่จะเอาเงินมาฟาดหัวเรา แม้ว่าจะมีเงินเยียวยาช่วยเหลือจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน แต่มันก็ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียลูกชายไปจากเหตุการณ์ที่มันไม่ควรเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ ทุกคนเหมือนกับเดินไปเรื่อยๆ บ้างชินและชา หรือรู้สึกเฉยๆ แต่เราคงไม่เป็นแบบนั้น ทุกวันนี้สิ่งที่เราทำ คือการยังคุยแชทกับลูกชายในโทรศัพท์ แม้รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายไม่อยู่แล้ว แต่เราก็ยังอยากขอคุยกับเขาทุกเรื่อง เหมือนเราบ้าและเสียสติ เรามีลูกแค่คนเดียว เราคิดถึง คอยแชทถามว่าวันนี้ลูกกินข้าวบ้างหรือยัง แม่มาทำบุญให้แล้วนะ คนอื่นอาจมองว่าเราเป็นบ้าไปแล้ว แต่นี่เป็นสิ่งเดียวที่ตนพอทำได้ ซึ่งก็เชื่อว่ากาลเวลามันคงจะเยียวยาได้บ้าง แต่ความถูกต้อง คนทำผิดจะต้องได้รับโทษ


น.ส.เฉลิมศรี เผยทั้งน้ำตาด้วยว่า ความรู้สึกแรกที่ตนได้มามาถึงจุดเกิดเหตุ ตนพยายามหาว่าลูกของเราอยู่ตรงไหน ลูกจะเจ็บแค่ไหน หรือลูกจะไม่เจ็บเลยหรือไม่ ตนพยายามมองหาลูก ตอนนี้รู้สึกเพียงแค่ว่าอยากให้มีคนได้รับโทษบ้าง ส่วนเรื่องเงินเยียวยาช่วยเหลือจากทางบริษัทผู้ก่อสร้าง คือ กิจการร่วมค้า ITD-CREC ซึ่งทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้มีการจ่ายเงินเยียวยามาแล้ว 500,000 บาท ขณะที่บริษัท ไชน่าเรลเวย์ฯ ได้จ่ายเงินเยียวยามาแล้ว 500,000 บาทเช่นเดียวกัน แต่การเยียวยาเพียงเท่านี้แล้วพวกคุณมองว่าโอเคกับชีวิตของคนคนหนึ่งแล้ว หรือของพ่อแม่ที่สูญเสียลูกไป หากคุณมองแบบนั้นก็ขอให้ได้แบบนั้น


น.ส.เฉลิมศรี เผยว่า ลูกชายของตน อายุ 25 ย่าง 26 ช่วงเวลาเกิดเหตุ ลูกชายมาทำงานรับจ๊อบคุมคนงานทำราวบันได 5 คน เพราะลูกชายจบเขียนแบบมา ร่ำเรียนมาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี และลูกชายของตนเพิ่งทำงานมาได้เพียงสองวัน แต่วันที่สามก็เกิดเหตุการณ์สลดขึ้น ตนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกรับจ๊อบทำงานที่นี่ รู้อีกทีลูกชายก็เสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้ ประโยคสุดท้ายที่ลูกชายได้บอกกับตน ก่อนเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น คือ "รักแม่นะ"