ลูกชายพาแม่วัย 72 ปี และพี่สาวตาบอด ร้องสื่อ ถูก สท.คนดัง ขับรถ (พ.ร.บ.ขาดต่ออายุ) ชน เดินไม่ได้ ไม่ยอมรับ แต่จำนนด้วยภาพวงจรปิด แล้วจ่ายแค่ 5,000 อ้างรอศาลตัดสินถึงจะรับผิดชอบ ขณะที่ แม่ซึ่งบาดเจ็บจ่ายค่ารักษาตัวไปแล้วกว่า 30,000 บาท

วันที่ 16 มี.ค. 2569 จากกรณีเพจ “สายไหมต้องรอด” โพสต์คลิปวงจรปิด ระบุข้อความว่า "#นนทบุรี คุณยายวัย 71 ปี พาลูกสาวตาบอด ไปซื้อของที่ตลาด ถูก สท. คนดัง จ.นนทบุรี ขับรถเฉี่ยวชน #ตอนเกิดเหตุญาติบอก ท่าน สท. ไม่ยอมรับว่าชนยาย อ้างว่ายายเดินล้มเอง! จนยายเข้าแจ้งความตำรวจจึงให้ ท่าน สท. ดูกล้องวงจรปิด ท่าน สท. จนมุมถึงยอมรับว่าชน ผ่านมา 3 เดือน ท่าน สท. ช่วยค่ารักษามาแค่ 5,000 บาท ในขณะที่คุณยายจ่ายเงินค่ารักษาตัวไปแล้วกว่า 30,000 บาท (สาเหตุที่คุณยายต้องจ่ายเงินเองเพราะรถของ สท. พรบ.ขาด) ร้อยเวรพยายามเรียก สท. มาไกล่เกลี่ย ช่วยค่ารักษาพยาบาลคุณยายเพิ่มเติม แต่ ท่าน สท. ก็ไม่มา ปัจจุบันคุณยายยังเดินเองไม่ได้ จึงตัดสินใจร้อง #เพจสายไหมต้องรอด เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนนนทบุรี #เวรกรรมของคนนนทบุรี"

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. นายพรชัย อายุ 43 ปี (ลูกชายผู้เสียหาย) ได้พานางรัตนา อายุ 72 ปี (แม่) พร้อมด้วย น.ส.พรทิพย์ อายุ 49 ปี (พี่สาว) นำเอกสารหลักฐานร้องเรียนสื่อมวลชน หลังแม่และพี่สาวตาบอด เดินเท้าไปซื้อของที่ตลาดใกล้บ้าน ถูก สท. คนดัง ในจังหวัดนนทบุรี ขับรถชนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568 ผ่านมานานกว่า 3 เดือน ปัจจุบันแม่ยังไม่สามารถกลับมาเดินได้ปกติ พยายามติดต่อ สท. คนดังกล่าวเพื่อให้รับผิดชอบมาตลอด แต่กลับไร้การเหลียวแล เสนอเงินให้เพียง 5,000 บาท ก่อนหายเข้ากลีบเมฆ อ้างรอศาลตัดสินถึงจะรับผิดชอบ

โดยภาพจากกล้องวงจรปิด วันที่ 16 ธ.ค. 68 เวลา 09.55 น. บันทึกเหตุการณ์บริเวณปากซอยบางกรวย-ไทรน้อย 7 ใกล้เคียงตลาดการไฟฟ้า จับภาพนางรัตนาฯ และน.ส.พรทิพย์ 2 แม่-ลูก เดินอยู่บริเวณริมฟุตบาท เมื่อมาถึงปากซอยดังกล่าว ถูกรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี่ (ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน) ของ สท. ขับออกมาจากซอยและพุ่งชนนางรัตนาฯ จนล้มกระแทกลงกับพื้น ก่อนจะมีพลเมืองดีเข้ามาช่วยเหลือ และ สท. จึงได้ลงจากรถมาช่วยอีกแรง

จากการสอบถามนางรัตนา ผู้เสียหาย กล่าวว่า วันเกิดเหตุตนไปตลาดการไฟฟ้ากับเพื่อซื้อกับข้าวตามปกติ หลังจากนั้นก็เดินกลับมาตรงซอยบางกรวย-ไทรน้อย 7 และถูกรถชน ตนล้มหงายท้องลงไปกองกับพื้น รู้สึกมึนงง สท. จึงได้จอดรถและลงมาช่วยเหลือ ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ขับรถชน บอกว่าตนล้มลงไปเอง หลังจากนั้นลูกชายจึงคนพาตนไปโรงพยาบาล และแจ้งความที่ สภ.บางกรวย ตามหากล้องวงจรปิดเพื่อใช้เป็นหลักฐาน เมื่อ สท. เห็นคลิปในกล้องวงจรปิดเขาจึงยอมรับ แต่ไม่มีการรับผิดชอบ ตั้งแต่เกิดเหตุไม่เคยขอโทษใดๆ มาขอโทษหลังจากเห็นคลิปกล้องวงจรปิดแล้วเท่านั้น วันนี้ตนอยากให้คู่กรณีรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง เพราะตนก็เดือดร้อน ผ่านมา 3 เดือน ยังไม่สามารถเดินได้ปกติ ทุกอย่างกลายเป็นภาระลูกชายทั้งหมด

น.ส.พรทิพย์ ลูกสาวตาบอดที่อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุ ตนไม่ทราบว่าแม่ถูกรถชน แต่รู้สีกตกใจที่จู่ๆ แม่ล้มลงไปกองกับพื้น โชคดีที่ตนยังสามารถยั้งตัวเองไว้ได้ไม่ล้มลงไปด้วย ชาวบ้านแถวนั้นก็หันมามอง มีวินจักรยานยนต์เข้ามาช่วย ตนก็พยายามช่วยแม่แล้วแต่ช่วยไม่ได้ จากนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่ง ที่นั่งมาด้วย (ทราบภายหลังว่าเป็น สท. ในจังหวัดนนทบุรีเช่นเดียวกัน) ลงจากรถมาแล้วพูดว่า "รถไม่ได้ชน แต่จู่ๆ ก็ล้มมาเอง ลงไปนอนขวางหน้ารถ ทำให้เสียเวลาเพราะมีประชุม" พูดประมาณว่า ตนและแม่เป็นมิจฉาชีพ ตนรู้สึกอึ้งกับคำพูดของ สท. คนนี้มาก ไม่เคยขอโทษไม่อะไรซักคำ อ้างแต่เพียงว่ารีบไปประชุม

ด้านนายพรชัย ลูกชายผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนอยากฝากถึง สท. คนดังกล่าว ว่าเป็นถึงตัวแทนประชาชน ไม่ว่าจะขับรถชนแม่ของตนหรือไม่ชนก็ตาม ควรจะดูแลพวกเราก่อน เพราะคุณมีหน้าที่ดูแลประชาชน ยิ่ง สท. ผู้หญิงที่มาด้วยก็พูดจาไม่ดี พอฝ่ายตนมีหลักฐานจากคลิปกล้องวงจรปิดกลับมาทำเป็นพูดดี ทำเหมือนรู้จักกันมานาน ทั้งๆ ที่ตอนแรกแค่ขอให้พาแม่ตนไปหาหมอยังไม่ยอม ตนอยากให้แม่ตนเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนเพราะเครื่องมือครบ อยากให้เข้าใจว่าโรงพยาบาลรัฐไม่มีเครื่องมือ และแม่ของตนล้มทั้งหัวและก้นกระแทกพื้น เกรงว่าจะมีอาการแทรกซ้อนด้วย ในเมื่อรถเก๋งไม่มีประกัน พ.ร.บ.ขาด สท. คนดังกล่าวก็ควรจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ให้ตนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลของแม่เอง

ตนเคยไปร้องเรียนที่เทศบาลดังกล่าวแล้ว ตอนแรกทางเทศบาลเหมือนจะช่วยเหลือ แต่พอเวลาผ่านไปก็ไม่ได้ช่วยเหลือใดๆ ตนไม่ได้อยากเรียกค่าเสียหาย แต่ที่ผ่านมาไกล่เกลี่ยกันไม่ได้ ตนจึงเรียกค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญ ซึ่งตนได้เรียกค่าเสียหายไป 80,000 บาท และลดมาเรื่อยๆ ทางคู่กรณีแจ้งว่าจะจ่ายแค่ 20,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วค่ารักษาพยาบาลของแม่ตนพุ่งไปถึง 30,000 บาท มีทั้งค่ายา ค่ากายภาพบำบัด แต่ผ่านมา 3 เดือน ตนได้เงินจากคู่กรณีมาแค่ 5,000 บาท โชคดีที่มีคนรู้จักเข้ามาช่วยเหลือ ทำกายภาพบำบัดให้แม่ของตนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทำให้พอแบ่งเบาภาระไปบ้าง ตอนนี้อยู่ระหว่างรอศาลตัดสิน สท. ก็ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ตนทราบว่า สท. เป็นญาติกับนักการเมืองในจังหวัดนนทบุรี กังวลว่าจะมีผลกระทบกับครอบครัว และห่วงว่าแม่ของตนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมาร้องสื่อ เพราะอยากได้ความยุติธรรม