รวบแล้ว! โจรบุกเดี่ยวชิงทอง 26 บาท กลางเมืองขอนแก่น มูลค่าเกือบ 2 ล้าน พบซุกของกลางในเสาเหล็กบ้านพัก ทิ้งรถลงน้ำ ตร.ภาค 4 เตรียมทำแผนฯ วันนี้
ความคืบหน้ากรณีคนร้ายบุกเดี่ยวก่อเหตุชิงทรัพย์ภายในร้านทองชื่อดังแห่งหนึ่ง ในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ก่อนกวาดสร้อยคอทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวม 26 บาท มูลค่ากว่า 1.9 ล้านบาท หลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อเวลา 14.07 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว

การจับกุมครั้งนี้นำโดย พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 พ.ต.อ.ณัฏฐ์ โหม่งพุฒ ผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจกองปราบปราม ร่วมกันเข้าควบคุมตัวนายชลธิป หรือ “เก๋” อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ

จากการสืบสวนพบว่า คนร้ายได้สร้อยคอทองคำไปจำนวน 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท ก่อนวิ่งหลบหนีไปขับขี่รถจักรยานยนต์ สีเทา-ดำ หลบหนีออกจากพื้นที่ ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังแกะรอยเส้นทางหลบหนี รวบรวมพยานหลักฐานทั้งพยานแวดล้อมและพยานบุคคล กระทั่งแน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุคือ นายชลธิป และสามารถติดตามจับกุมได้ภายใน 6 วันหลังเกิดเหตุ

ขณะเข้าจับกุม ผู้ต้องหากำลังทำความสะอาดร้านขายบะหมี่ในพื้นที่ตำบลบ้านหว้า เพื่อเตรียมเปิดร้าน โดยในช่วงแรกให้การปฏิเสธก่อนจำนนต่อหลักฐาน และยินยอมพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นบ้านพัก พร้อมนำชี้จุดซุกซ่อนสร้อยคอทองคำทั้งหมดไว้ภายในเสาเหล็กกล่องขนาด 4x4 นิ้ว ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องเจียรไฟฟ้าตัดบริเวณโคนเสาเป็นช่อง ก่อนพบสร้อยคอทองคำทั้งหมดถูกอัดทับด้วยฟางข้าวซ่อนอยู่ด้านใน จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ท่ามกลางชาวบ้านจำนวนมากที่พากันมุงดูเหตุการณ์
ต่อมา ผู้ต้องหาได้นำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดทิ้งรถจักรยานยนต์ซึ่งใช้ในวันก่อเหตุ โดยนำไปทิ้งในหนองน้ำกลางทุ่งนา พื้นที่ตำบลบ้านหว้า ห่างจากบ้านประมาณ 10 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ประสานนักประดาน้ำจากมูลนิธิกู้ภัยสว่างสามัคคีอุทิศ ลงค้นหาและสามารถกู้รถขึ้นมาได้สำเร็จ ส่วนเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ ผู้ต้องหาให้การว่าได้เผาทำลายทิ้งแล้ว ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จะขยายผลค้นหาจุดทิ้งเหล็กตะขอที่ใช้เกี่ยวสร้อยทองเพิ่มเติม

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ระบุว่า ผู้ต้องหาเดิมเป็นคนต่างพื้นที่ ก่อนย้ายมาแต่งงานและมีครอบครัวอยู่บ้านเหล่าโพนทอง ตำบลบ้านหว้า มีบุตรด้วยกันกับภรรยา แต่ภายหลังแยกทางกัน ทำให้ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูลูก โดยประกอบอาชีพขายบะหมี่ในพื้นที่ และประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมากจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ หมุนเงินไม่ทัน จึงตัดสินใจก่อเหตุในครั้งนี้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด และเตรียมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2569)

















