"ผบ.ฉก.อรัญประเทศ" ลั่นพร้อมปะทะ หากมีรอบ 3 หลังสถาปนาความมั่นคงขุดคูเลต วางตู้คอนเทนเนอร์ รื้อบ้าน-เพิง รุกล้ำ 48 หลัง "บ้านหนองหญ้าแก้ว" แล้ว แต่ไม่ประมาท เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี
วันที่ 5 ก.พ.69 ต่อมาเวลา 13.30 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกพาสื่อมวลชนทั้งสื่อไทย และสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อดูผลการปฎิบัติการทางทหารในการทวงคืนอธิปไตยไทย โดยได้ไปดูพื้นที่ ซึ่งเดิมทีชาวกัมพูชาเคยสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย แต่ภายหลังการปฎิบัติการทางทหาร ฝ่ายทหารไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ และรื้อถอนทำลายบ้านเรือนชาวกัมพูชา จนหมดสิ้น จำนวน 42 หลัง และเพิงอีก 6 หลัง รวม 48 หลัง
พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ได้รายงานสถานการณ์ว่า การปะทะรอบล่าสุดเราสามารถยึดคืนพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้ ตั้งแต่วันแรก ซึ่งความยากของพื้นที่นี้ คือพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้กว้างมาก มีความยาว 270 เมตร กว้าง 350 เมตร เพียงแต่ขณะนั้น เมื่อยึดคืนพื้นที่ได้แล้ว แต่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ เนื่องจากจะถูกระดมยิงจากฝ่ายกัมพูชา จึงมีการขอถอนกำลังไปอยู่ในที่มั่นที่แข็งแรง ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ช่วงชิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ในห้วงเวลาของการหยุดยิง แต่สุดท้ายแล้วเราก็สามารถควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมสถาปนาความมั่นคง โดยปัจจุบันได้มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง พร้อมกับวางตู้คอนเทนเนอร์ควบคู่กันไป และมีการขุดคูเลต 3 แนว พร้อมนำรถถังมาเสริมความมั่นคง อีกทั้งมีการก่อสร้างถนนเพิ่มเติม

“ปัจจุบันมีความพร้อมแล้ว ที่จะปฏิบัติภารกิจในอนาคต หากมีการปะทะรอบที่ 3 หรือรอบที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เรามีความพร้อม” พันเอก ชัยณรงค์ กล่าว
พันเอก ชัยณรงค์ ยังกล่าวยอมรับว่า มีความพยายามของชาวกัมพูชา ที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่เราสามารถควบคุมตัวได้ โดยอ้างว่า จะเข้ามาเอาทรัพย์สินที่อยู่ภายในบ้าน จึงได้มีการจับกุมตัว ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดี
พันเอก ชัยณรงค์ ยังชี้แจงถึงกระแสดรามา หลังที่ชาวกัมพูชานำรถทหารไทย ไปทำคอนเทนต์ เนื่องจากว่า ในวันนั้น รถทหารคันดังกล่าวได้นำสิ่งของกระสอบทราย และรั้วลวดหนามหีบเพลงมาส่ง เพียงแต่รถวิ่งเร็ว และเลยพื้นที่ จึงส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้เข้ามา ผู้ขับรถจึงต้องสละรถเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งจากนี้เราจะใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อนำอุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ของกองทัพกลับคืนมา
ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาขณะนี้ ก็มีการขุดคูเลตเสริมสร้างความมั่นคงเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความแข็งแรง เทียบเท่ากับถนน K5 และมีการขุดคูเลตที่มีลักษณะซิกแซ็ก ซึ่งคาดว่า เกิดจากความกังวลว่า ทหารไทยจะลุกเข้าไปถึงพื้นที่

ทั้งนี้ในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว โอกาสที่กัมพูชาจะนํากําลังเข้ามาปฏิบัติต่อฝ่ายเรา ค่อนข้างยากเพราะในพื้นที่ตั้งมั่น มีที่ตั้งรับแข็งแรง และมีกําลังทหารราบยานเกราะทั้งกองพัน แต่เราก็ไม่ประมาทได้เตรียมการต้อนรับไว้อย่างดี หากเขาบุกเข้ามา ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า เรามีความเตรียมพร้อม
จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปดูแนวรั้วลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์ รวมไปถึงไปดูบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการปะทะ ซึ่งเป็นบ้านที่เพิ่งก่อสร้างได้ไม่นาน ที่เตรียมสร้างไว้เพื่อให้ลูกอยู่ เพราะลูกเพิ่งเกิดได้เพียง 10 เดือน แต่ก็ได้รับความเสียหาย
ด้านนายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง กล่าวถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าสำหรับบ้านที่ได้รับความเสียหายไม่เกิน 49,500 บาท ทางอำเภอได้ดำเนินการจ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2569 ส่วนหลังที่เกิน 49,500 บาท ทางกองทุนสำนักนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินมาแล้ว พรุ่งนี้จะเชิญผู้ที่ได้รับความเสียหายเกินจาก 49,500 บาท มาร่วมประชุมที่อำเภอ แล้วจะแจ้งหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน และพร้อมจ่ายเงินตามที่ได้ประเมินไว้
พร้อมยืนยันว่า จ่ายตามความเสียหายจริงที่ได้รับการประเมินไว้ สำหรับบ้านหลังที่เกิน 230,000 บาท มีด้วยกัน 10 หลัง ซึ่งก็มีงบประมาณจากเหล่ากาชาดจังหวัด และในส่วนที่ทางจังหวัดขอเพิ่มเติมไป ก็ได้รับการจัดสรรมาตามนั้น

ส่วนพรุ่งนี้เรียกประชาชนมาพูดคุยรายละเอียดเรื่องหลักเกณฑ์ คาดว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า ถ้าพูดคุยเรื่องหลักเกณฑ์เสร็จ คาดว่าสัปดาห์หน้าก็จ่ายเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบได้ ส่วนจ่ายเป็นก้อน หรือจ่ายเป็นงวด ให้รอฟังจาก ปภ.จังหวัด
สำหรับประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายเรื่องที่อยู่อาศัย ตอนนี้จัดสรรให้เขาอยู่อย่างไร ให้อย่างไร นายอำเภอโคกสูง กล่าวว่า เท่าที่ตรวจสอบเขาอยู่กับญาติพี่น้อง และรอที่จะทำบ้านหลังใหม่ ถ้าเงินมาก็จะรีบดำเนินการ
ส่วนที่ทางการจีนบริจาคสิ่งของช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ของเหล่านั้นมาถึงพื้นที่แล้วหรือไม่ นายอำเภอโคกสูงกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจาก ปภ.จังหวัด














