"ทนายแก้ว" ยกมือไหว้ขอโทษเสียงสั่นเครือ ไม่รู้ผีห่าซาตานตนใดเข้าสิง ยอมรับคิดน้อย และเสียใจ แต่รับจูบแต่ไม่ล้วง พร้อมตั้งข้อสังเกต อีกฝ่ายไม่แจ้งความแต่แรก และยังมีตัวเลขเงิน ส่วนผลทางคดีหรือสภาทนายความ ก็น้อมรับ ทุกอย่าง
วันที่ 23 ม.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ "ทนายแก้ว" แถลงขอโทษต่อสาธารณะ เกี่ยวกับกรณีที่มีประพฤติไม่เหมาะสม โดยยอมรับการกระทำที่ขาดสติ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดอย่างรุนแรง และยืนยันเคารพกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน
จากกรณีมีการเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” กับหญิงสาวนักศึกษาวัย 18 ปี ซึ่งเป็นบุตรสาวของบุคคลใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่แชตสนทนาเชิงชู้สาว รวมถึงการนัดพบ และมีข้อความกล่าวหาว่าทนายแก้วกระทำการไม่เหมาะสมในลักษณะคล้ายการคุกคามทางเพศ โดยปรากฏข้อความที่ทนายแก้วยอมรับพฤติกรรมและพยายามขอโทษนั้น
ล่าสุด ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ได้ออกแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน กรณีถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดหญิงสาวรายหนึ่ง โดยเริ่มต้นด้วยการยกมือไหว้และกล่าวขอโทษต่อครอบครัวของตนเอง ครอบครัวของคู่กรณี และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังในตัวเองจากการกระทำที่ขาดสติและคิดน้อย
ทนายแก้ว ระบุว่า รับทราบเรื่องดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 หลังได้รับการติดต่อจากหนุ่ม กรรชัย ซึ่งแจ้งว่าได้รับข้อมูลจากเบนซ์ อาปาเช่ และพ่อของฝ่ายหญิง โดยมีการกล่าวหาว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน ระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์จากศูนย์การค้าย่านพระราม 3 ไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านเลียบด่วนรามอินทรา ว่าตนได้ล่วงละเมิดคู่กรณีในลักษณะจับหน้าอกและล้วงในรถขณะอยู่บนทางด่วนก่อนถึงร้านอาหาร ซึ่งตนตกใจและปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้กระทำตามที่ถูกกล่าวหา
ทนายแก้ว ยอมรับว่าในวันดังกล่าวได้เดินทางไปกับคู่กรณีจริง มีการพูดคุย รับประทานอาหารร่วมกัน และมีการถ่ายภาพคู่กันภายในร้าน รวมถึงมีการป้อนอาหารกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีการล่วงละเมิดใดๆ ภายในร้านอาหาร พร้อมระบุว่า หากมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น คู่กรณีย่อมไม่เดินเข้าร้าน นั่งรับประทานอาหาร หรือถ่ายภาพร่วมกัน อีกทั้งในช่วงที่ตนลุกออกไปล้างมือ คู่กรณีก็มีโอกาสเดินออกจากร้านได้ เนื่องจากร้านตั้งอยู่ริมถนน
อย่างไรก็ตาม ทนายแก้วยอมรับว่า หลังออกจากร้านอาหารและอยู่ภายในรถ ได้เกิดการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยระบุว่า “ไม่รู้ว่ามีผีห่าซาตานตนใดเข้าสิง” ทำให้ขาดสติและคิดน้อย จึงได้กอด หอม และจูบคู่กรณีจริง จำนวน 2 ครั้ง คือ หลังออกจากร้านอาหาร และก่อนแยกย้ายกันที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านเลียบด่วนรามอินทรา โดยยืนยันว่าขณะเกิดเหตุ คู่กรณีไม่ได้มีท่าทีขัดขืน และเป็นการกระทำที่เกิดจากอารมณ์ใกล้ชิด พร้อมยอมรับว่าเป็นความผิดของตนเองที่ประพฤติรุ่มร่าม และได้กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ

ในส่วนของแชตข้อความ ทนายแก้วยืนยันว่า เป็นการสนทนาต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นมิตร และภายหลังวันที่ 12 กันยายน ก็ยังมีการพูดคุยกันตามปกติ โดยไม่ปรากฏข้อความใดกล่าวหาว่าถูกล่วงละเมิดทางร่างกาย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ลบแชตหรือไฟล์จากกล้องหน้ารถแต่อย่างใดและตั้งข้อสังเกตว่า หากถูกกระทำอย่างรุนแรงจริง ควรมีข้อความต่อว่าหรือแสดงความไม่พอใจ ซึ่งไม่ปรากฏในแชต
ทนายแก้ว ยังชี้แจงกรณีการส่งข้อความขอโทษผ่านไลน์ว่าเป็นการขอโทษจากความรู้สึกผิดหวังในความสัมพันธ์ ไม่ใช่การยอมรับว่ามีการล่วงละเมิด และต่อมาในเดือนตุลาคม ยังมีการติดต่อพูดคุยกันเรื่องงานและการตัดต่อคลิป โดยระบุว่า หากตนเป็นผู้กระทำรุนแรงจริง คงถูกบล็อกและไม่มีการติดต่อกันต่อ
ต่อมา ทนายแก้ว เปิดเผยว่า คู่กรณีมีการเรียกร้องเงินเพื่อให้เรื่องยุติ ซึ่งตนยอมรับว่าเกิดจากความต้องการให้เหตุการณ์จบลงโดยไม่กระทบต่อครอบครัวและชื่อเสียง แม้จะรู้สึกอับอายและเสียใจอย่างมาก โดยระบุว่ามีการเรียกเงินสูงถึง 10 ล้านบาท ผ่านคนกลาง คือ แจง ภรรยาแจ๊ส ซึ่งเช่าตึกเดียวกับร้านสูทของบิดาคู่กรณี โดยตนได้ต่อรองว่าสามารถจ่ายได้เพียง 1 ล้านบาท แต่อีกฝ่ายตอบกลับว่า “หากไม่มี 5 ล้าน 10 ล้าน ไม่ต้องมาคุยกัน” พร้อมยืนยันว่าเป็นการเจรจาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีเจตนาหลบหนีความรับผิดชอบ
ทนายแก้วยัง กล่าวถึงความรู้สึกตกใจและหวาดกลัว หลังจากมีการนำภาพตนเองและบุตรสาวไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียของพ่อคู่กรณี ซึ่งมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมยอมรับว่าช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในภาวะเครียด นอนไม่หลับ และกระวนกระวาย โดยระบุว่าระหว่างรอการติดต่อเพื่อเจรจา ตนยังคงรับงานตามปกติ แต่ถูกนำภาพไปโพสต์พาดพิงอย่างต่อเนื่อง และตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดในฐานะบิดาของผู้เสียหายจึงไม่แจ้งความตั้งแต่ทราบเรื่อง แต่กลับเลือกใช้โซเชียลมีเดียโจมตี ซึ่งตนเป็นคนอ่อนไหว ทำให้เกิดความเครียดอย่างมาก และตัดสินใจออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ
ท้ายที่สุด ทนายแก้ว ยกมือไหว้ด้วยน้ำตาคลอ เสียงสั่นเครือ ยืนยันว่าไม่ได้หลบหนี พร้อมเคารพกระบวนการยุติธรรม หากคู่กรณีจะดำเนินคดีทางกฎหมายก็พร้อมน้อมรับผล รวมถึงการพิจารณาจากสภาทนายความ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของตนเองจากการคิดน้อยและประพฤติไม่เหมาะสม และขอโทษทุกฝ่ายจากใจจริง
ทั้งนี้ ทนายแก้ว ยอมรับว่า ระหว่างการเจรจากับพ่อของคู่กรณี ตนรู้สึกกดดันและไม่เห็นทางออก จึงได้ปรึกษาอัยการท่านหนึ่งซึ่งรู้จักกันเป็นการส่วนตัว เพื่อช่วยติดต่อพูดคุยให้สถานการณ์ผ่อนคลายลง โดยยืนยันว่าไม่มีข้อความหรือการกระทำใดเป็นการกดดันฝ่ายตรงข้าม เพียงต้องการให้อีกฝ่ายดึงสติและไม่ใช้อารมณ์เท่านั้น














