"ไตรรงค์" เปิดคลิปโต้อุ้มตัวบอดี้การ์ด ป.ป.ช. คดีสินบน "บิ๊กโจ๊ก" ยันปฏิบัติตามกฎหมาย ย้ำเชิญพยานไปสอบปากคำด้วยความสมัครใจ
วันนี้ (8 ม.ค.69) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.) และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยผลการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายใน จ.สุราษฎร์ธานี จากกรณี พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หรือ บิ๊กโจ๊ก ติดสินบนกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ระบุว่าเนื่องจากมีข่าวรวมทั้งบุคคลที่สร้างข่าวเท็จหรือบิดเบือน ที่อาจทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความสับสน จนไม่เชื่อมั่นต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีการแถลงผลปฏิบัติการครั้งนี้ พร้อมเปิดคลิปส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานของชุดตรวจค้น เพื่อชี้แจงต่อข้อครหาว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างไม่ถูกต้อง โดยขณะเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามข้อบังคับ และระเบียบกฎหมาย ตั้งแต่การอ่านหมายค้น รวมถึงแจ้งสาเหตุของการเข้าตรวจค้นว่ามีความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตติดสินบน โดยขณะนั้นมีเพื่อนบ้านของนายสุรสิทธิ์อยู่ด้วย
จากนั้นก็ได้มีการเชิญตัวนายสุรสิทธิ์ ไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉาง ซึ่งนายสุรสิทธิ์ก็สมัครใจขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่เอง เนื่องจากขับรถไม่เป็น ก่อนที่แฟนสาวจะขับรถตามมาในภายหลัง และอยู่ที่บริเวณหน้าห้องสอบปากคำตลอด 13 ชั่วโมง ตั้งแต่ 18:00-07:00 น. ตามที่จะเห็นจากในคลิปว่ามีบางจังหวะที่นายสุรสิทธิ์ ลุกขึ้นไปพูดคุยกับแฟนสาว ที่อยู่บริเวณหน้าห้องสอบ ซึ่งยืนยันได้ว่าตลอดการสอบปากคำนายสุรสิทธิ์ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด โดยในห้องสอบปากคำ นอกจากมีตำรวจที่เป็นผู้สอบปากคำแล้ว ยังมีเจ้าพนักงานพิสูจน์หลักฐานเพื่อเก็บพยานหลักฐานเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ด้วยอีก 1 นาย
ส่วนคำให้การในครั้งแรกที่เกิดขึ้นทันทีกับคำให้การภายหลังสอบปากคำไปแล้วประมาณ 2-3 วัน แม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ปกติแล้วคำให้การครั้งแรกจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เนื่องจากพยานยังไม่มีการตระเตรียม หรือไม่มีเหตุกดดันภายนอก ดังนั้งหากคำให้การครั้งหลังจะหักล้างคำให้การครั้งแรกได้ก็จะต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เชื่อถือได้
ส่วนที่นายสุรสิทธิ์ ไปแจ้งความ สน.บุปผาราม เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจชุดดังกล่าวในวันตรวจค้นและสอบปากคำตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ทั้งที่เป็นหมายค้นเรื่องยาเสพติดนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่าปกติแล้วในหมายค้นจะมีการระบุอยู่แล้วว่า นอกจากความผิดหลักหากมีการตรวจพบสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆก็สามารถดำเนินการได้ พร้อมย้ำว่าในการเชิญตัวไปสอบปากคำนายสุรสิทธิ์เต็มใจไปด้วยตนเอง ซึ่งตำรวจมองว่าเป็นเพียงการแจ้งความแก้เกี้ยวเท่านั้น
นอกจากนี้ พล.ต.ท. ไตรรงค์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่พาตัวนายสุรสิทธิ์ไปสอบปากคำ รวมถึงระหว่างการสอบปากคำ นายสุรสิทธิ์ มีท่าทีผ่อนคลายมากกว่าตอนไปแจ้งความเอาผิดตำรวจที่ สน.บุปผาราม ด้วย
ส่วนกรณีที่ให้นายสุรสิทธิ์เขียนข้อความลงบนกระดาษ เป็นการเขียนคำให้การของเจ้าตัวเอง หลังจากให้การด้วยวาจาแล้ว ซึ่งเป็นคำให้การตามข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดีการให้สินบนทองคำแท่งที่บอกว่า ตนไม่รู้เรื่องและเป็นเพียงผู้น้อยที่รับของมาจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล และพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ที่มีอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายสุรสิทธิ์ แต่เป็นการสอบปากคำในฐานะพยาน
เบื้องต้น ในคดีสินบนทองคำมีการแจ้งงข้อหากับบุคคล 2 คน คือ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และนายสมบัติ ซึ่งตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการแล้ว ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่า พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ตนไม่ทราบ

















