จากกรณี Facebook รายหนึ่งได้มีการออกมาโพสต์เรื่องราวในกรณีที่ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่อำเภอสารภี ซึ่งในตอนแรกไม่ได้มีการตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าวด้วยตนเองแต่ให้ ทางด้านญาติมาดูบ้านหลังดังกล่าว จากนั้นได้มีการตกลงซื้อขาย และมาทราบภายหลังว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้น ยังมีผู้อยู่อาศัยโดยยังไม่ย้ายออก และที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือผู้อยู่อาศัยนั้นยังเป็นผู้ผู้ป่วยติดเตียงอีกหนึ่งราย ซึ่งเป็นแม่ของผู้ที่เป็นผู้ขาย และพ่อวัยชราอีกหนึ่งรายซึ่งอยู่กันเพียงลำพังสองคน โดยไม่รู้เรื่องว่าลูกชายได้ขายบ้านหลังดังกล่าวแล้ว

 

ต่อมาวันนี้ 22 มีนาคม 2567 เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับนายชานนท์ อายุ 40 ปี เจ้าของโพสต์และเป็นเจ้าของบ้านคนใหม่โดยได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยซื้อบ้านมือสองแล้วรีโนเวทขายต่อแต่บ้านหลังดังกล่าวมีการติดต่อซื้อขายกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 ซึ่งตอนนั้นที่ไปดูบ้านตนก็ไปเจอลูกชายของเจ้าของบ้านผู้ที่ติดต่อเข้ามาขายและมีการดูบ้านกัน ทีแรกเข้าไปดูภายในก็เห็นมีแม่อายุประมาณ 70 ปีป่วยติดเตียงนอนอยู่ในบ้านและผู้เป็นพ่อป่วยเป็นเท้าแสนปมอายุราว 70 ปีเหมือนกันและในบ้านยังเลี้ยงหมาสายพันธุ์ดุตนจึงขอออกมาคุยนอกบ้านเนื่องจากตนดูรอบรอบแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมากจากนั้นจึงตกลงซื้อขายกันภายในราคา 1,600,000 บาทหลังจากมีการซื้อขายกันเรียบร้อยทางลูกของเจ้าของบ้าน ก็ได้มีการทำสัญญาว่าขออยู่ในการรอขนย้ายและไปบ้านใหม่สองสัปดาห์จากนั้นตนก็อาจเห็นว่ามีผู้ป่วยจึงให้ระยะเวลาในการขนย้ายและย้ายบ้านกันจนผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่า ที่ตนผ่านเข้ามาดูตนก็เห็นตากับยายอยู่กันสองคนเมื่อติดต่อไปทางลูกก็ได้คำตอบว่ากำลังจะย้ายขอเวลาถึงสิ้นเดือนจนผ่านมาจะครบรอบหนึ่งปีตนมีการสอบถามมาโดยตลอดและตอนนี้ทางลูกชายก็มีการบล็อกช่องทางการติดต่อทุกอย่างทำให้ตนไม่สามารถติดต่อได้ ทิ้งพ่อกับแม่ไว้อยู่ที่บ้านตนเป็นคนอื่นตนเห็นแล้วยังสงสารเลยได้เงินไปแล้วทำไมทิ้งพ่อกับแม่ไว้แบบนี้จากนั้นตนจึงได้ประสานไปยังผู้ใหญ่บ้าน ให้เข้ามาช่วยดูและมีการเจรจาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีการพูดคุยและตกลงกันว่าตนเสนอทางออกให้โดยการหาห้องเช่าใหม่โดยจะจ่ายห้องเช่าให้ล่วงหน้าหนึ่งปีโดยที่ตนเป็นคนจ่ายให้เองทั้งหมดแต่พอถึงเวลาขนย้ายออกจากบ้านตากับยายก็เปลี่ยนคำไม่ยอมออกจากบ้านทำให้ตนก็ลำบากใจจะใช้กฎหมายก็กลัวจะหาว่าไปรังแกคนแก่ แต่เงินตนก็จ่ายไป แล้ว 1,600,000 บาทและลูกชายก็เอาเงินไป แต่ทิ้งพ่อกับแม่ไว้แบบนี้ ตอนนี้ต้นก็ลำบากเหมือนกันเพราะตนต้องรีโนเวทบ้านเพื่อขายต่ออีกที ตอนนี้เงินมาจมอยู่ ตรงนี้ก็ 1,600,000 บาทแล้วต้นอยากให้ลูกชายเข้ามาติดต่อและติดต่อเข้ามาหาเพื่อหาทางออกร่วมกันตอนนี้ยังเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายคงต้องใช้กฎหมายเข้ามาบังคับเพราะตนให้เวลามากกว่าหนึ่งปีแล้ว

 

ทีมข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังดังกล่าวที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยทีมข่าวได้พบกับ นายบุญทา อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นอดีตเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ได้เล่าให้กับทีมข่าวฟังว่า

 

“ตนนั้นก็ไม่ทราบ ในเรื่องการขายบ้านหลังนี้ โดยก่อนหน้านี้ตนและภรรยาได้ขายบ้านในเมืองและมาซื้อบ้านหลังนี้เมื่อสามปีที่แล้ว โดยซื้อในราคา 1,900,000 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ตนประกอบอาชีพค้าขาย แต่เนื่องจากประสบปัญหาโควิด อีกทั้งภรรยาก็ต้องมาป่วยติดเตียง จึงไม่ได้ทำอะไร ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกชายของตนก็นำบ้านหลังนี้ไปจำนอง แต่หลังจากนั้นตนก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

 

เราอยู่ดีๆ ก็มี คนที่ซื้อบ้านหลังนี้ไปติดต่อมาว่าให้ย้ายออกภายในหนึ่งเดือน ซึ่งตนไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้สอบถาม และได้ทราบเรื่องว่าลูกชายคนโตของตน เป็นผู้ขายบ้านหลังนี้ด้วยการปลอมลายเซ็นแม่ของเขา และได้ขายบ้านหลังนี้ ตามที่เจ้าของคนใหม่ได้ให้ข้อมูลมา ซึ่งในทีแรกตนก็รู้สึกตกใจมาก และไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะในตอนนี้ ก็ลำบาก และไม่มีที่อยู่ โดยผู้ที่ซื้อไปนั้นได้ยื่นคำขาดให้ตนและภรรยาออกจากบ้านหลังนี้ภายในสิ้นเดือน มีนาคม 2567 ซึ่งตนเองนั้นก็อยากจะขอร้องว่าอยากจะขอเวลาอีกซักหนึ่งเดือน เพื่อที่จะจะได้เตรียมตัวหาที่อยู่ใหม่ และจะได้ย้ายออกไปแล้วจะแจ้งให้ทางเจ้าของใหม่รับทราบ

 

ซึ่งในตอนนี้ทางเจ้าของบ้านคนใหม่ได้ยื่นข้อเสนอมาว่าจะทำการเช่าห้องเช่าให้และจะจ่ายค่าเช่าให้จำนวนหนึ่งปี แต่ห้องที่เช่าให้นั้นมันคับแคบ อีกทั้งตนยังมีสุนัขอีกหนึ่งตัว จึงลำบากที่จะอยู่แบบนั้น อีกทั้งภรรยาของตนที่ป่วยติดเตียง ก็ไม่สามารถอยู่ได้แล้ว จึงอยากจะขอให้ช่วยขยับเวลาออกไปอีกสักนิดหน่อย เพื่อที่จะให้ตนนั้นหาที่อยู่ใหม่ได้

 

ทั้งนี้ตนก็อยากจะฝากบอกถึงลูกชายว่าถ้าหากฟังข่าวนี้อยู่ก็อยากจะให้กลับมารับผิดชอบสิ่งที่ทำไว้ ว่าจะจัดการอย่างไรในตอนนี้ทั้งพ่อและแม่ลำบากจนกระทั่งไม่มีที่อยู่ จึงอยากให้ติดต่อกลับมาและกลับมาดูแลพ่อแม่ด้วย เพราะในตอนนี้ตนนั้นไม่สามารถติดต่อลูกชายได้เลย ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกชายของตนทำงานร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง แต่หลังจากประสบปัญหาโควิด ลูกชายของตนได้บอกกับตนว่าไปทำงานเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ ซึ่งตนคิดว่าน่าจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากจึงทำให้ลูกชายของตนนั้นต้องขายบ้านหลังนี้”

สุดช็อก! หนุ่มซื้อบ้านแถมผู้ป่วยติดเตียง เจอความจริงสุดพีก