แฉวีรกรรมเก่าแก๊งทรชนเผาศาล-ไล่ฟันคน
กรณีเพจอีซ้อขยี้ข่าว ได้ลงข้อความว่า “ความจริงแก๊งลูกตำรวจ มีชื่อแก๊งตังค์ไม่ออก หลายคนมีคดีเก่าติดตัว แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าไม่ว่าจะไปสร้างวีรกรรมที่ไหน สุดท้ายก็ใช้ชีวิตกันปกติ ก็คงไม่แปลกถ้าทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษก็จะได้ใจทำผิดซ้ำๆ เพราะผิดแล้วไง พ่อเคลียร์ได้ตลอด...
ผลงานแค่บางส่วน สื่อลองไปเช็คดูได้ ปี 65 มี 3 คนแล้วที่เกี่ยวข้อง..,,”
พร้อมกับโพสต์ภาพเหตุการณ์ 2 ภาพนั้น โดยเหตุการณ์แรกเป็นเหตุการณ์ 1/12/66 ที่มึการจุดไฟเผาศาล

เหตุการณ์ที่ 2 ภาพล่าง 4/12/65 เป็นภาพวัยรุ่นไล่ฟันกันและมีผู้เสียชีวิต
วันนี้ 16 มกราคม 2567 ทีมข่าวช่อง 8 ได้มาตามเหตุการณ์ทั้ง 2 ในภาพ
เหตุการณ์แรก ทีมข่าวเดินทางมายังศาลวัดป่าแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นศาลทำด้วยสังกะสี มีรูปปั้นปู่ย่าตั้งด้านใน และมีรูปปั้นไก่วางด้านนอก รอบๆ มีเพิงพักเล็กๆอยู่ และสภาพโดยรวมจะมีร่องรอยของการถูกเผาได้รับความเสียหาย
ทีมข่าวได้พูดคุยกับนายสุรัตน์ (นามสมมติ) คนดูแลศาล และเป็นผู้ทึ่ได้รับบาดเจ็บ ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือน มีวัยรุ่น 3-5 คน ขับรถมอเตอร์ไซค์มา 2 คัน มาที่ศาลของตัวเอง ก่อนจะทำการพังศาล และจุดไฟเผา ตอนนั้นตัวเองเข้ามาเตือนวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากตัวเองดูแลศาลแห่งนี้ และอาศัยอยู่ที่นี่ จากนั้นวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวก็ได้เอามีดมาไล่ฟันตัวเอง จนตัวเองได้รับบาดเจ็บ ถูกมีดฟันที่ท้องด้านซ้าย และกลุ่มผู้ก่อเหตุกลุ่มนี้ ยังจุดไฟเผาที่นอน และรถมอเตอไซค์ตัวเองจนได้รับความเสียหายอีกด้วย

ถามว่าวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว จะเป็นกลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่ไปทำร้ายป้าบัวผันหรือไม่นั้น ตรงนี้ ตัวเองก็จำไม่ได้
ทีมข่าวได้พูดคุยกับนางแก้ว นามสมมติ ชาวบ้านอีกรายที่เห็นเหตุการณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา เป็นเวลากลางดึก ตัวเองได้ยินเสียงกลุ่มวัยรุ่นเอะอะโวยวายที่หน้าบ้านตัวเอง จึงเปิดประตูแง้มมาดู ก็เห็นกลุ่มวัยรุ่นชายประมาณ 5 คน ขับรถมอเตอไซค์มา 2 คัน แล้วก็จุดไฟเผาศาลดังกล่าว พร้อมกับจุดไฟเผารถมอเตอไซค์ และทำร้ายร่างกายนายสุรัตน์ คนดูแลศาลอีกด้วย กลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งห้าคนก็ขับรถลงไป
โดยตัวเองไม่รู้ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คนนี้ เป็นกลุ่มเดียวกันกับแก๊งลูกตำรวจหรือไม่ เพราะตัวเองเห็นหน้าเขาไม่ชัด จึงไม่อยากยืนยัน มองพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบก่อกวนและทำร้ายร่างกายคนเร่ร่อน และคนสติไม่ดีนั้น ก็เห็นมีแต่กลุ่มของลูกตำรวจนี่แหละ ซึ่งนายสุรัตน์ก็เป็นคนสติไม่สมประกอบเช่นเดียวกัน

พ่อแม่เชื่อลูกถูกแทงตาย โยงแก๊งฆ่าป้าบัวผัน
ต่อมาทีมข่าวช่อง 8 เดินทางมายังจุดเกิดเหตุของเหตุการณ์ที่ 2 (ภาพล่าง 4/12/65 เป็นภาพวัยรุ่นไล่ฟันกันและมีผู้เสียชีวิต) ซึ่งจุดเกิดเหตุดังกล่าว เป็นบริเวณถนนหลังโรงสีเก่า อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ลักษณะเป็นถนนคอนกรีต ด้านข้างเป็นคลองน้ำ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น ตกไปเสียชีวิตในน้ำหลังจากถูกทำร้ายร่างกาย
จากนั้นทีมข่าวช่อง 8 ได้เดินทางตามหาครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อ จนมาพบกับนางนม อายุ 39 ปี และนายสมภพ 40 ปี พ่อและแม่ของนายกรวิชญ์ อายุ 16 ปี ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมปี 2565 ลูกชายของตัวเองได้ไปเที่ยวงานฤดูหนาว ในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ ระหว่างเดินทางกลับบ้านมาพร้อมกับเพื่อนชายหนึ่งคน ได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหลายหลายคน ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไล่ทำร้ายลูกชายมาตามทาง กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ กลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุได้ไล่ตามรถลูกชายจนรถเสียหลักล้ม จากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุก็เข้าไปรุมฟันลูกชายโดยใช้มีดขอและมีดสปาต้า ลูกชายก็พยายามตะโกนว่า “พี่ ผมไม่เกี่ยว” แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุก็ไม่ฟัง ได้ใช้มีดสปาต้าฟันเข้าที่หน้าอกด้านซ้ายของลูกชายจนเสียชีวิต

เท่านั้นยังไม่พอกลุ่มผู้ก่อเหตุยังได้ใช้เท้าถีบร่างลูกชายลงไปในคลองน้ำใกล้กับถนนที่เกิดเหตุ จากนั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุก็ลงไปรุมกระทืบลูกชายอยู่ในน้ำ จนลูกชายเสียชีวิต
หลังเกิดเหตุตำรวจสามารถไปคุมตัวเยาวชน อายุประมาณ 13-16 ปี ได้ 3 คน และหนึ่งในเยาวชนกลุ่มที่ก่อเหตุกลุ่มนี้ มีคนชื่อแบงค์ ซึ่งตัวเองก็คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุที่ไปก่อเหตุคดีป้าบัวผัน
แล้วตัวเองก็เคยได้ยินมาว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ฆ่าลูกชายนั้นเป็นแก๊งลูกของตำรวจ ไม่มีใครสามารถทำอะไรพวกเขาได้
โดยตั้งแต่เกิดเหตุ คดีของตัวเองก็ไม่ได้รับความยุติธรรมและไม่มีความคืบหน้า ฝั่งครอบครัวผู้ก่อเหตุไม่มีการมาเยียวยาครอบครัวตัวเองแต่อย่างใด ตัวเองทำงานคัดแยกขยะในบ่อขยะ ฐานะค่อนข้างยากจน และตอนที่ลูกชายเสียชีวิตตัวเองก็ต้องกู้เงินจำนวน 150,000 บาท มาจัดงานศพให้ลูกชายอีกด้วย
และตัวเองก็มองว่าพฤติกรรมของลูกชายที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้น มันคล้ายกับป้าบัวผันที่ถูกทำร้ายมาก่อน จากนั้นก็ไปถูกทรมานอยู่ในน้ำ ซึ่งลูกชายก็ถูกทรมานอยู่ในน้ำเช่นเดียวกัน
ส่วนที่เขาเรียกกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ฆ่าลูกชายว่า "แก๊งตังค์ไม่ออก" นั้น เนื่องจากว่าเขาชอบไปก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนอื่น พอเกิดเหตุเป็นคดีความแล้ว ก็ไม่จ่ายเงินเยียวยาหรือรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองได้ก่อเหตุขึ้น


















