จากกรณีเกิดเหตุสลดยิงกันตายและบาดเจ็บหลายรายขณะปฏิบัติหน้าที่ภายในโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ม.4 ต.บ้านไร่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ส่วนคนร้ายหลบหนี เหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำของวันที่ วันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันภายในโรงไฟฟ้าดังกล่าว ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลดำเนินสะดวก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างราชบุรี
จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เป็นชาย 3 ราย คือ นายพิเชษฐ์ อายุประมาณ 55 ปี ตำแหน่งเป็นผู้จัดการของบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง นอนเสียชีวิตในลักษณะคว่ำหน้า จากการวิ่งหลบหลังคนร้ายใช้ปืนยิงเข้าที่ลำตัว เข้ามาเสียชีวิตภายในห้องพักระหว่างงาน

รายที่ 2 คือ นายชนรพ อายุประมาณ 50 ปี เป็นรองผู้จัดการบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งเดียวกับคนแรก นอนเสียชีวิตจมกองเลือดเนื่องจากถูกยิงระยะเผาขนกระสุนเข้าที่ศรีษะ และลำตัว ภายในห้องปฏิบัติงาน ในมือยังถือปากกา และข้างศพพบแฟ้มเขียนบันทึกรถเข้า-ออก
รายที่ 3 คือ นายชาคริต อายุ 52 ปี เป็นครูฝึกการ์ดของบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งเดียวกับผู้ตายอีกสองคนข้างต้น โดยนอนเสียชีวิตจากการถูกยิงในขณะเข้าล็อกตัว หลังจากคนร้ายก่อเหตุแต่พลาดถูกคนร้ายใช้อาวุดปืนในมือยิงเข้าที่ศรีษะและให้หน้าเสียชีวิตตรงบริเวณประตูกันทางเข้าภายในโรงไฟฟ้า
นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย ทราบชื่อคือ นายสาธิต อายุประมาณ 50 ปี เป็นพนักงานของบริษัทรักษาความปลอดภัยเดียวกับผู้ตายทั้งสามคน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลดำเนินสะดวก โดยถูกยิงเข้าที่ใบหน้า และลำตัว แพทย์ได้ทำการรักษาและยื้อชีวิต เบื้องต้นทราบว่าพื้นขีดอันตรายแล้ว

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายบุญเลิศ เป็นหัวหน้าชุด รปภ. ของอีกบริษัทซึ่งเป็นบริษัทการ์ดเดิมที่เคยทำงานในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ แต่ต่อมาทางโรงไฟฟ้าได้ว่าจ้างบริษัทของกลุ่มผู้ตายให้เข้ามาช่วยบริษัทเดิมของคนก่อเหตุดูแลพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และก่อนเกิดเหตุช่วงเย็นทั้งสองบริษัทได้มีการประชุมพูดคุยกันถึงเรื่องของความรับผิดชอบพื้นที่ ปรากฏว่ามีการลดบทบาทหน้าที่ของบริษัทสังกัดนายบุญเลิศ ทำให้ผู้ก่อเหตุนั้นเกิดความไม่พอใจจึงเกิดบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ตามไล่ยิงผู้ตายทั้งสามคนและผู้บาดเจ็บดังกล่าว
หลังก่อเหตุนายบุญเลิศ ได้ขับรถกระบะหลบหนีไปไปกับลูกน้อง โดยใช้เส้นทางมุ่งหน้าจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่พยายามสกัดไล่จับกุม สุดท้ายนายบุญเลิศได้ยอมมอบตัว ในระหว่างหลบหนี้ที่จังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.ดำเนินสะดวก ทันที ส่วนลูกน้องของนายบุญเลิศได้กันตัวไว้เป็นพยาน
ล่าสุดทีมข่าวได้ภาพจากกล้องวงจรปิดช่วงนาทีเกิดเหตุจากกล้องวงจรปิดหน้าโรงไฟฟ้าเวลา 20.06.35 น. จะได้ยินเสียงปืนดังประมาณ 8-9 นัด ซึ่งนายบุญเลิศได้ไล่ยิงคนในโรงงาน
จากนั้นเวลา 20.12 กล้องบนถนนไม่ไกลทางออกโรงไฟฟ้าจะเห็น กลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ของลูกน้อง รปภ. นายบุญเลิศ ขี่รถแยกย้ายกันกลับบ้าน
คลิปต่อมาจะเห็นนายบุญเลิศได้ขับรถหนีเส้นทางเดิมเพื่อกลับบ้าน โดยเปิดไฟเลี้ยวเข้าบ้าน ก่อนที่จะติดต่อเข้ามอบตัวกับตำรวจ
ด้าน พ.ต.อ.นนท์ ภักดีพันธ์ ผกก. สภ.ดำเนินสะดวก ให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาหลังนายบุญเลิศ ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยได้ควบคุมตัวสอบปากคำที่โรงพัก เจ้าตัวรับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุ ซึ่งสาเหตุจากการขัดแย้งเรื่องบทบาทหน้าที่ของบริษัทรักษาความปลอดภัยคู่กรณีตกลงกันไม่ลงตัว ตัดสินใจลงมือก่อเหตุ ก่อนตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบรับคำสารภาพเมื่อ 6 ช่วงเช้าที่ผ่านมา
โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่า และพกพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นจึงคุมตัวฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรีทันที เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทีมข่าวยังได้พูดคุยกับนายประโลม อายุ 33 ปี เพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ด้วย เจ้าตัวเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ฝั่งพวกตนเองไม่ได้รู้จักกับผู้ก่อเหตุมาก่อน เพิ่งจะมาร่วมกันได้แค่ 12 วัน เพราะเมื่อสิ้นปี 2566 บริษัทเก่าที่ดูแล รปภ. ของโรงไฟฟ้าหมดสัญญา ทำให้โรงไฟฟ้าเปิดประมูลหาบริษัทมาดูแลใหม่
กระทั่งปีใหม่ที่ผ่านมา 2567 ทางโรงไฟฟ้าได้ประกาศผลการประมูลบริษัทที่จะเข้ามาดูแล รปภ. ซึ่งผลออกมาคือบริษัทที่ตนเองทำงาน คือบริษัทเดียวกับกลุ่มผู้ตายชนะการประมูล หลังจากนั้นก็เข้าไปดูแล รปภ. ที่โรงไฟฟ้าตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2567
เมื่อวานนี้ช่วงประมาณ 5-6 โมงเย็น ตนเอง ผู้เสียชีวิต และคนเจ็บ รวมทั้งหมด 6 คน ก็ได้นัดประชุมกับทีม รปภ. ของโรงไฟฟ้าอีกรอบ โดยมีนายบุญเลิศ และ รปภ. คนอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย ทั้งหมด 11 คน ระหว่างการประชุมฝั่งพวกตนเองก็แจ้งกับนายบุญเลิศ ว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ทางบริษัทจะเข้ามาดูแลเรื่องการจ่ายเงินเดือนของ รปภ. เอง และจะลดบทบาทของนายบุญเลิศ โดยจะมีนายชาคริต ผู้ตาย เป็นผู้จัดการคอยดูแลอีกขั้น แต่จำนวนเงินเดือนของแต่ละคนรวมถึงนายบุญเลิศ ยังเท่าเดิมหมด
กระทั่งผ่านไปประมาณ 30 นาทีนายบุญเลิศก็ลุกขึ้นยืน พร้อมแสดงท่าทีโมโห แล้วพูดถามกลางวงประชุมว่า “แล้วผมจะได้ค่าแรงเท่าไร ? ทำไมไม่เหมือนที่คุยกันไว้” พวกตนก็ชี้แจงไปว่า “คุณก็ได้เท่าเดิมครับ และเดือนมกราคม คุณยังบริหารจัดการได้ปกติ” แต่นายบุญเลิศ ก็ยังไม่พอใจ พูดออกมาว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องคุยแล้ว” ก่อนจะลุกออกจากห้องประชุมไป โดยตอนนั้นตนเองไม่สังเกตเห็นอาวุธปืน พวกตนเองก็เข้าใจว่านายบุญเลิศจะลาออก จึงพูด ๆ กันในในทีมว่า “คนจะขาดไหม”
กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. พวกตนเองก็พากันออกไปหน้าห้องประชุม และเดินไปที่ประตูทางออก เพื่อจะตรวจเช็คกำลังพลที่เหลือ ปรากฏว่าเห็นนายบุญเลิศยืนถือปืนอยู่แล้ว ตนเองจึงโทร. แจ้งตำรวจทันที และเดินไปบอกให้เขาใจเย็น ๆ ค่อย ๆ คุยกัน พร้อมกับยืนยันอีกครั้งว่า ยังไงเงินเดือนของเขาก็จะได้เท่าเดิม คุยไปคุยมาประมาณ 5 นาที ตัวของนายบุญเลิศก็ดูเหมือนจะใจเย็นลง แล้วก็เดินปลีกตัวออกไปพร้อมกับถอดแมกกาซีนออกจากปืนในป้อมยาม
ตอนนั้นพวกตนเองก็อุ่นใจขึ้น คิดว่าคงไม่มีอะไรแล้ว จึงเข้าไปบอกว่า “ใจเย็น ๆ มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน” แต่นายบุญเลิศ กลับเอาแมกกาซีนใส่กลับเข้าไปในปืน แล้วก็พูดออกมาว่า “ไม่คุยแล้ว ยิงเลยดีกว่า”
แล้วนายบุญเลิศ ก็จ่อยิงไปที่นายชาคริต ผู้จัดการประมาณ 3 นัด วินาทีนั้นพวกตนเองก็พากันวิ่งหนีกระเจิงไปหลบในที่ปลอดภัย ส่วนนายพิเชษฐ์ ได้พยายามเข้าไปแย่งปืน ก็เลยถูกยิงอีก 3 นัด ทำให้นายสาธิต คนเจ็บต้องเข้าไปแย่งอาวุธปืนต่อก็ถูกยิงอีก 1 นัด เมื่อนายสาธิตล้มลง ผู้ก่อเหตุก็ตามไปยิงซ้ำอีกจำนวน 2 นัด จากนั้นได้เปลี่ยนแม็กบรรจุกระสุนใหม่ และตามไปยิงนายชาคริตซ้ำอีกจำนวน 5 นัด ก่อนจะใช้ปืนยิงนายชนรพ ที่พยายามจะออกไปห้ามอีกประมาณ 3 นัด ก่อนขับรถกระบะหลบหนีไปใช้เวลาก่อเหตุไม่ถึง 7 นาที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่านายบุญเลิศโหดร้ายมาก และคิดว่านายบุญเลิศมีการวางแผนมาอยู่แล้ว เพราะปกติถึงแม้จะเป็น รปภ. ในโรงไฟฟ้า แต่ก็ไม่สามารถพกปืนเข้ามาในโรงไฟฟ้าได้ ส่วนที่นายบุญเลิศ และพวกนายบุญเลิศอีกคนที่ตนเองเห็นว่า ถือปืนยืนคุมเชิงอยู่อีกคน นำปืนเข้ามาในโรงไฟฟ้าได้ ก็เพราะ รปภ. ที่อยู่หน้าประตูเดิม ก็เป็นพวกของนายบุญเลิศด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งตนเองอยากให้ตำรวจดำเนินคดีกับนายบุญเลิศให้ถึงที่สุด

สำหรับความเคลื่อนไหวที่โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 รายได้เดินทางเข้ามารับศพเพื่อนำร่างไปประกอบพฤติกรรมทางศาสนา โดยมีตัวแทนจากบริษัทเข้ามาร่วมรับศพในครั้งนี้ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรมจังหวัดราชบุรี เข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย บรรยากาศการรับศพเป็นไปอย่างโศกเศร้า ญาติของผู้เสียชีวิตแต่ละคนได้แต่กอดกันร้องไห้ เพราะยังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทีมข่าวได้พูดคุยกับนางวันดี อายุ 33 ปี น้องสาวของนายพิเชษฐ์ ผู้จัดการฯ บริษัท ผู้เสียชีวิต เผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางครอบครัวเพิ่งมาทราบข่าวเมื่อช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ด้วยความตกใจตนเองจึงได้มีการโทรศัพท์ติดต่อเพื่อนร่วมงานของพี่ชาย จึงทราบว่าพี่ชายถูกยิงเสียชีวิต จากนั้นตนเองจึงรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลทันที
ที่ผ่านมาตนเองยืนยันว่า พี่ชายไม่เคยมาเล่าหรือปรึกษาปัญหาที่ทำงานให้ฟังเลยสักครั้ง เพียงแต่บอกว่า ช่วงนี้เขาอาจจะต้องมาทำงานที่จังหวัดราชบุรีบ้าง มาดูประชุม มาดูลูกน้อง เพราะเพิ่งชนะการประมูล ในส่วนพี่ชายตนเองนั้น ทำงานที่บริษัทต้นสังกัดมาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้จัดการเพียงแค่ประมาณ 4-5 ปีได้
ก่อนเกิดเหตุเมื่อเมื่อวานซืน ผู้ตายยังได้บอกกับทางครอบครัวว่า จะไปดูงานที่โรงไฟฟ้า จังหวัดราชบุรี โดยเดินทางจากบ้านพักในกรุงเทพฯ และมักจะเดินทางมาที่จังหวัดราชบุรีก็ต่อเมื่อมีการประชุม หรือมาดูลูกน้องเท่านั้น ในส่วนนิสัยใจคอของพี่ชายนั้น เขาจะเป็นคนนิ่ง ๆ ไม่ใช่คนพูดจาโผงผาง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า รู้สึกตกใจมาก อยากถามว่าทำไมผู้ก่อเหตุถึงโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ พี่ชายตนเองไปทำอะไรให้ มันโหดร้ายเกินไป ซึ่งขนาดนั้นตนเองได้สอบถามคนที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า ผู้ตายทั้ง 3 คนพยายามวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ผู้ก่อเหตุก็ไม่ยอมยังวิ่งตามไปยิงซ้ำ จนเป็นเหตุทำให้ทั้ง 3 คนเสียชีวิต เชื่อว่าผู้ก่อเหตุวางแผนจงใจที่จะยิงผู้ตายทั้ง 3 คนอยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่ตนเองได้รับมานั้น คนเห็นเหตุการณ์บอกว่าคนก่อเหตุได้มีการถืออาวุธปืนเดินไปมาอยู่บริเวณหน้าห้องประชุม ซึ่งถ้าหากไม่เตรียมการมาก่อนจะพกพาอาวุธปืนได้อย่างไร
ตอนนี้พ่อแม่ของตนเองหลังทราบข่าวพี่ชายเสียชีวิต ยังช็อก ร้องไห้ไม่หยุดอยู่ที่บ้าน เอาแต่กอดรูปของพี่ชายไว้ เพราะพี่ชายถือเป็นเสาหลักของครอบครัวเคยส่งเงินเลี้ยงดูพ่อแม่มาโดยตลอด ทั้งนี้ศพของนายพิเชษฐ์จะนำไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดท่าเรือ จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนศพของนายชนรพ อายุ 50 ปี รองผู้จัดการบริษัทฯ วันนี้มีภรรยาและครอบครัวเดินทางมารับศพ นำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเจริญวราราม จังหวัดสมุทรปราการ โดยนางสายทอง อายุ 39 ปี ภรรยาของนายชนรพ ผู้เสียชีวิต เล่าให้ฟังว่า สามีของเธอทำงานกับบริษัทที่จะเข้าไปดูแล รปภ. ในบริษัทที่เกิดเหตุนานกว่า 12 ปีแล้ว
ที่ผ่านมาสามีไม่เคยมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกน้องและหัวหน้าเลย แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่จะมาเล่าเรื่องที่ทำงานให้ฟัง ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร เป็นการเล่าเรื่องการทำงานในแต่ละวันให้ฟังเท่านั้น
ส่วนเรื่องงานที่สามีออกไปประชุมเมื่อวาน สามีก็บอกเพียงว่าจะไปเจรจาเท่านั้น ไม่ได้บ่นว่าคนงานเก่าที่จะเข้าไปดูแลมีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งช่วงกลางคืนก็แปลกใจว่าททำไมสามีถึงยังไม่กลับบ้าน
กระทั่งช่วงเที่ยงคืน เพื่อนสามีโทร. มาบอกว่าสามีถูกยิงเสียชีวิตแล้ว เธอตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูกก่อนจะเดินทางมาจากจังหวัดสมุทรปราการ มาที่จังหวัดราชบุรีทันที และจนถึงตอนนี้เธอเองยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นยังไง แต่รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวของเธอได้เสียเสาหลักของครอบครัวไปแล้ว

ส่วนศพที่ 3 นายชาคริต อายุ 52 ปี ครูฝึกการ์ด บริษัทฯ ที่ชะนะประมูล ญาติจะนำศพไว้ที่วัดบางปิ้ง จังหวัดสมุทรปราการ ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายภาณุภัทร หรือ ดุ๊ก น้องชายผู้เสียชีวิต เล่าให้ฟังว่า พี่ชายเป็นคนที่น่ารัก อัธยาศัยดี จิตใจดี อ่อนโยน และชอบช่วยเหลือลูกน้องอยู่เสมอ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งครอบครัวไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อน เพราะ ผู้ตายเป็นคนที่รักลูกน้องทุกคน ไม่เคยมีปัญหากับใคร
เมื่อวานนี้ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายไม่ได้มาเล่าหรือบอกอะไรให้ฟัง พูดเพียงแต่ว่า “ไปทำงานก็เช้ากลับก็ดึก งานเยอะมาก“ ก่อนจะขับรถออกจากบ้านไปทำงาน
จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 23.31 น. พี่สาวของตนเองได้ไลน์ทักหาผู้ตายว่า “จะเที่ยงคืนแล้ว ทำไมยังไม่กลับ” แต่ก็ไม่ได้มีการตอบกลับอะไร หลังจากนั้นพี่สาวและครอบครัวได้ทักหาผู้ตายอีกครั้งในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ประมาณว่า “ไปไหนทำไมไม่กลับบ้าน , ไปไหนบอกกันบ้าง” แต่พี่ชายก็ไม่ได้มีการตอบกลับอีกเหมือนเดิม ซึ่งขณะนั้นยอมรับว่ารู้สึกตกใจมาก จึงพยายามทักหา และโทรศัพท์หาหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีคนรับสาย จนกระทั่งมีญาติโทรศัพท์มาแจ้งเขาว่า พี่ชายถูกยิงเสียชีวิต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีวี่แวว หรือลางสังหรณ์อะไรเลย
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางครอบครัวทราบข้อมูลเพียงแต่ว่า ปมเหตุเกิดจากการพูดคุยไกล่เกลี่ยกัน ระหว่างบริษัทของพี่ชายที่พี่ชายเป็นหัวหน้าการ์ด เจรจากับนายบุญเลิศ หัวหน้า รปภ. บริษัทเดิมผู้ก่อเหตุ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการประชุมถึงบทบาทกับทำงานสับสับเปลี่ยนหน้าที่กัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ก่อเหตุไม่พอใจ และเกิดเป็นเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น
ที่ผ่านมาพี่ชายไม่ค่อยมาเล่าหรือปรึกษาปัญหาเรื่องการทำงานให้ทางครอบครัวฟังเท่าไรนัก แต่ ตนก็เคยเตือนผู้ตายหลายครั้ง ถึงเรื่องการทำงาน ว่าประมาณว่าให้ระวังตัว เพราะแต่ละคนเขาคิดไม่เหมือนเรา
ในส่วนการทำงานของผู้ตายนั้น เท่าที่ทราบพี่ชายทำงานภายใต้บริษัทต้นสังกัดมาประมาณ 10 กว่าปี แต่เพิ่งมาได้ทำงานที่โรงไฟฟ้า (ที่เกิดเหตุ) ได้เพียงประมาณ 12 วัน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองมองว่า พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุค่อนข้างโหดร้ายเป็นอย่างมาก มันไม่ควรที่จะเกิดเหตุการณ์ยิงกันขนาดนี้ ทั้งที่พูดคุยกันได้
ก่อนพี่ชายจะเสียชีวิตไม่นานมานี้ พี่ชายได้บอกกับตนเองว่า ได้สร้างบ้านที่ จ.สระบุรี จะเสร็จแล้วหลังปีใหม่ ถ้าบ้านเสร็จจะพาแวะตนเองไปเที่ยว แต่สุดก็มาเกิดเหตุเสียก่อน
ล่าสุดทีมข่าวได้ภาพจากกล้องวงจรปิดชิ้นสำคัญก่อนเกิดเหตุสลด ภาพจากกล้องวงจรปิดคลิปที่ 1 ช่วง 06.22 น. จะเห็นนายบุญเลิศผู้ก่อเหตุได้ขับรถกระบะสีขาวออกมาจากซอยบ้าน
ต่อมาคลิปที่ 2 และ 3 (มุมเดียวกัน) จะเห็นนายบุญเลิศได้ขับออกจากซอยบ้านและได้เลี้ยวรถเข้าไปภายในวัดชาวเหนือ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านนายบุญเลิศจะแวะทำบุญใส่บาตรพระทุกเช้าก่อนไปทำงาน
ต่อมาคลิปที่ 4 จะเห็นรถของนายบุญเลิศขับออกจากวัดและไปจอดบริเวณสะพานข้ามคลอง จากนั้นนายบุญเลิศได้เดินลงจากรถไปหยิบเศษอาหาร คล้ายเป็นข้าวเปล่าที่เหลือจากถวายพระ เดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง และให้อาหารปลาทำบุญอย่างใจเย็น ก่อนจะขับรถกระบะไปต่อ
ต่อมาคลิป 5 นายบุญเลิศได้ขับกระบะมุ่งหน้าโรงไฟฟ้าอย่างปกติ ก่อนช่วงเย็นจะเกิดเหตุสลดดังกล่าว

ล่าสุดทีมข่าวยังได้ไปสอบถาม พระสัญชัย สุนทโร พระลูกวัดชาวเหนือ ซึ่งให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุตามภาพกล้องวงจรปิดที่เห็นนายบุญเลิศเลี้ยวเข้าวัด คาดว่านายบุญเลิศน่าจะเดินทางขับรถกระบะมาเพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อหวน ประธานสงฆ์ของวัด ซึ่งเป็นพระที่นายบุญเลิศเคารพนับถือ และชอบทำบุญด้วยประจำ
ซึ่งทุกวันนายบุญเลิศจะแวะมาใส่บาตรบ้าง แวะมากราบไหว้หลวงพ่อบ้าง ก่อนจะขับรถไปที่คลองเพื่อนำอาหารโยนให้ปลาเกือบทุกเช้า
นอกจากนี้เวลามีงานบุญของวัด เกือบทุกครั้งทั้งตัวนายบุญเลิศและภรรยาของนายบุญเลิศจะมาร่วมทำบุญใส่บาตรที่วัดเป็นประจำ ซึ่งตนเองก็เคยรับบาตรจากนายบุญเลิศอยู่บ่อยครั้ง ตนเองตกใจมากที่นายบุญเลิศไปก่อเหตุยิงคนเสียชีวิต คาดว่าคงเป็นอารมณ์ชั่ววูบ
นอกจากนี้ หลวงพี่ยังบอกกับทีมข่าวได้ว่า เมื่อหนึ่งถึงสองวันมานี้ โรงไฟฟ้าดังกล่าวเพิ่งจัดงานบุญเชิญพระสงฆ์ที่วัดไปทำบุญในโรงไฟฟ้า ก่อนจะเกิดเหตุอีกด้วย
ล่าสุดทีมข่าวได้ภาพวงจรปิดแถวบริเวณด้านหน้าโรงไฟฟ้า ที่มีการเกิดเหตุขึ้น ซึ่งเป็นวินาทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุแล้ว และเจอ 3 ศพ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะเข้ามอบตัว ซึ่งตามรายงานว่านายบุญเลิศพกปืนเข้าไปภายในโรงไฟฟ้าได้อย่างไร พบว่าตรงจุดที่มีการเฝ้าเวรยามด้านหน้าทางเข้า-ออก พบเป็นลูกน้อง รปภ. ของนายบุญเลิศเฝ้าอยู่ตรงจุดนั้นทั้งหมด

















