เปิดชีวิตแรงงานคนไทยในศูนย์อพยพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณแบงค์ จ.เชียงราย ให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอล ที่อยู่ในศูนย์ผู้อพยพใกล้โมชาฟ-อิสราเอล ซึ่งศูนย์ดังกล่าวเป็นสถานที่เลี้ยงอูฐ มีคนไทยพักอยู่ที่นั้นจำนวนหลักร้อยคน ซึ่งต้นเองทราบว่ามีศูนย์อพยพอยู่หลายแห่ง แบ่งกันออกไปหลบภัย ในการเดินทางกลับตนเองก็ยังไม่ทราบว่าจะได้เดินทางกลับวันไหนเมื่อไหร่ มีแต่เจ้าหน้าที่ทูตได้มาเช็กรายชื่อ และจะแจ้งว่าจะให้เดินทางกลับได้ แต่ก็ยังไร้วี่แวว ซึ่งก็ยังมีนายหน้าจัดหางานที่มาเรียกตัวคนในศูนย์อพยพใครที่อยากจะไปทำงานต่อ ในท้องถิ่นอื่นก็จะรับตัวไป แต่ทางกลุ่มนายแบงค์มีประมาณ 20 คน ก็ไม่กล้าที่จะกลับไปทำงานเนื่องจากกลัวอันตราย และก็ได้มีการย้ายศูนย์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งที่ศูนย์ตนเองพักร่วมกับเพื่อนชาวไทย ไม่มีทหารเข้ามาคุ้มกันดูแลอะไร ก็คอยดูแลกันในกลุ่มเท่านั้น



ซึ่งในเรื่องความปลอดภัยศูนย์ที่ตนเองอยู่ทุกคนก็ยังคิดว่ายังไม่ปลอดภัย เนื่องจากยังมีการยิงลูกระเบิดปืนใหญ่อยู่ตลอดเวลา ทางอากาศยังมีเครื่องบิน บินไปมาตลอดเวลา ซึ่งอยู่ที่ศูนย์ไม่สามารถทราบข่าวอะไรได้ คอยดูแต่สถานการณ์ทีวีไทยรายงานข่าว อยากจะให้ทางรัฐบาลไทยเร่งช่วยเหลือกลับไทยด่วน

ความเป็นอยู่ในศูนย์อพยพ จะเป็นเต็นท์หลังใหญ่เปิดโล่งกว่างนอนรวมกัน ทุกคนต่างหนีตายกันไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรือพาสปอร์ต เสื้อผ้าใครมาชุดไหนก็ใส่ชุดเดิม นายแบงค์เองใส่เสื้อผ้าตัวเดิน 4 วันแล้ว เรื่องอาหารจะมีเจ้าหน้าที่คอยทำอาหารให้ทานวันละ 2 มื้อ

ซึ่งมีคนไทยบางส่วนที่มีเงินสามารถซื้อตั๋วเครื่องได้ ก็เดินทางไปซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไทย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าคนไทยที่จะเดินทางกลับได้หรือไม่ ซึ่งหากใครที่มีเงินซื้อตั๋วเดินทางกลับไทยได้ หากไม่มีเอกสารติดตัวทางเจ้าหน้าที่อิสราเอลจะเช็คชื่อเป็นกรณีพิเศษให้ ระบุตัวตนได้ แต่ตนเองก็ยังไม่ได้ติดต่อคนที่เดินทางกลับได้จริงหรือไม่

นายแบงค์ยังกล่าวอีกว่า ตอนหนีตายไม่ได้เอาอะไรติดตัว และมีคนไทยหลายคนที่ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมา เงินเดือนก็ยังไม่ได้ ไม่นายรู้นายจ้างจะให่อย่างไรเมื่อไร ซึ่งตนเองตอนนี้คงไม่อยากจะได้เงินอะไรแล้ว ขอให้รอดชีวิตกลับไปหาครอบครัวก็พอใจแล้ว

เชื่อพกวัตถุมงคลช่วยรอดภัยร้าย
วันที่ 12 ต.ค.2566 นายอ้วน สกุลดี อายุ 66 ปี และนางอุบล ศิริโย อายุ 53 ปี ที่บ้านหนองบัวแดง ต.ตะกั่วป่า อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของนายแบงค์หรือนายกิตติศักดิ์ ช่างเสนา อายุ 30 ปี แรงงานไทยในอิสราเอล ที่ยังปลอดภัยและยังทำงานตามปกติ ในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศอิสราเอล

พ่อและแม่ของนายแบงค์ กล่าวว่า ตั้งแต่ลูกชายเดินทางไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล ก็ทำงานในสวนเกษตร ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 และพฤศจิกายน 2566 นี้ก็จะครบ 1 ปี เพราะลูกชายมีครอบครัวและมีบุตร 2 คน เลิกกับภรรยาแล้วก็เลี้ยงลูกกับพ่อแม่ อยากมีเงินมีรายได้เลี้ยงลูก จึงตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล และตั้งแต่ไปก็ติดต่อกลับมาหาพ่อแม่ทุกวัน

“ช่วงเกิดเหตุรุนแรงและสู้รบกันในอิสราเอลนั้น ลูกชายก็ยังทำงานสวนเกษตรตามปกติ เพราะจุดเกิดเหตุกับสวนเกษตรที่ลูกชายทำงานอยู่นั้นอยู่ห่าง และลูกชายก็จะถ่ายรูปที่มีเครื่องบินรบ บินผ่านพื้นที่ไปตลอดเวลา จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่คลี่คลาย รวมทั้งลูกชายยังส่งรูปคนไทยที่ตายในสวนเกษตร ที่มีการแชร์กันในกลุ่มแรงงานคนไทย ส่งมาให้พ่อแม่ดูด้วย เมื่อเห็นภาพต่างๆที่ลูกส่งมาให้ดู ก็หดหู่ใจ แต่ลุกบอกไม่ต้องห่วง เพราะที่พักอาศัยนั้นอยู่ในที่ปลอดภัย ส่วนการทำงานนั้น เจ้านายก็จะถืออาวุธปืน คอยควบคุมดูแลทั้งการเดินทางและขณะทำงานตลอดเวลา จึงบอกให้ลูกชายกลับบ้านมาก่อน เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ปลอดภัยแล้ว ค่อยกลับไปทำงานอีกครั้งก็ได้ ซึ่งลูกชายก็บอกว่า อยากกลับแล้วเช่นกัน”

นางอุบล ศิริโย อายุ 53 ปี แม่ของน้องแบงค์ กล่าวว่า กำลังใจของพ่อแม่คือเห็นลูกปลอดภัย รวมถึงเชื่อมั่นและศรัทธาในวัตถุมงคลที่ลูกชายติดตัวไปจากประเทศไทย ทำให้ลูกอยู่รอดปลอดภัย คือไม้จิ้มฟันของหลวงพ่อสุบรรณ สิริธโร วัดถ้ำผาเกิ้ง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ลงยันต์ เพราะขณะเกิดเหตุรุนแรงได้คุยกับลูกชาย และสอบถามถึงไม้จิ้มฟันของหลวงพ่อสุบรรณ น้องแบงค์ บอกว่า พกใส่กระเป๋าสตางค์ติดตัวตลอดเวลา เมื่อถึงห้องพักก็วางไว้บนหัวนอน จึงรู้สึกสบายใจว่าลูกชายทำตามที่หลวงพ่อแนะนำว่า ให้นำไม้จิ้มฟันติดตัวตลอด จึงเชื่อได้ว่า ที่ลูกชายปลอดภัย ส่วนหนึ่งมาจากวัตถุมงคล ที่เป็นไม้จิ้มฟันของหลวงพ่อสุบรรณด้วย

ปาฏิหาริย์ไม้จิ้มฟันเกจิดังทำแรงงานรอดตายสงครามฮามาส เปิดภาพชีวิตศูนย์อพยพ