(24ก.ย.) ผ่านไป 8วัน ยังไม่เจอตัว "น้องมัว" หลังชายขับซาเล้ง ลักพาตัวหายออกจากโรงเรียนในจ.สิงห์บุรี พบประวัติเคยก่อคดีอนาจารเด็กหลายครั้ง ก่อนหายตัว ลวงเด็กเข้าร้านขายโทรศัพท์!!

“น้องมัว” เด็กชาติพันธุ์ แม่พามาฝากให้เรียนหนังสืออยู่กับพระที่วัดบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ได้ 1 ปี ถูกนายปิยะพงษ์ หนองเฆ่ หรือนายพัน อายุ 35 ปี ลักพาตัวออกจากวัดในอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ไปตั้งแต่ 16 กันยายน จนตอนนี้ผ่านไป 8 วัน ยังไม่เจอตัว

โดยทีมข่าวพบหลักฐานภาพวงจรปิดจะเห็นว่า น้องมัวนั่งรถอยู่บนรถซาเล้ง ที่มีนายพัน เป็นคนขับ ในมือน้องมัว ยังเล่นโทรศัพท์มือถือของนายพัน โดยไม่มีท่าทีถูกบังคับ นอกจากนี้ยังพบเบาะแส กล้องวงจรปิดที่ร้านขายโทรศัพท์ในตลาดอินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เมื่อ 16 ก.ย. ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ คาดว่าหลังจากที่นายพัน รับน้องมัวขึ้นรถซาเล้งแล้ว พามาแวะร้านขายโทรศัพท์และซื้อซิมโทรศัพท์ใหม่ให้น้องมิว

 

จากนั้นพาน้องมัว ไปยังตัวเมืองสิงห์บุรี ก่อนนำรถซาเล้งไปขายให้กับร้ายซื้อของเก่า ที่อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรีโดยพยานระบุว่า พบนายปิยะพงษ์ มากับเด็กชายคนหนึ่ง อ้างว่าเป็นหลานจะพาไปเรียนหนังสือที่จ.ลพบุรี โดยเด็กเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา คาดว่าเด็กชายคนดังกล่าว คือ น้องมัวที่ถูกลักพาตัวมา ล่าสุดตำรวจแจ้งว่า ได้ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายของนายพัน เมื่อ 19 ก.ย.66 เวลา 18.00 น. ที่อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

 

ทีมข่าวช่อง 8 พบกับ นายสุรพล ม่วงจีน อายุ 69 ปี ซึ่งเป็นคนที่รับซื้อรถซาเล้ง เล่าว่า ประมาณ 17 ก.ย. นายพันมาจอดซาเล้ง เสนอขาย ในราคา 4,000 บาท ตอนนั้นตนไม่มีเงินซื้อ บอกค่อยมาใหม่ จนช่วง15.00 น. ของวันถัดมา นายพัน กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเด็กชายคนหนึ่ง คาดว่าเป็นน้องมัว ที่เอาแต่ ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่บนซาเล้ง ไม่พูดไม่จา โดยตนตัดสินใจซื้อรถซาเล้งคันดังกล่าวในราคา 3,600 บาท เมื่อทำการซื้อขายเสร็จ ถามนายพันว่า "แล้วจะกลับยังไง จะเดินกลับกันหรอ" นายพันบอกว่าเดี๋ยวขึ้นรถตู้กลับ จากนั้นนายพันก็ได้เรียกรถตู้โดยสารประจำทาง แล้วก็พาเด็กชายซึ่ง คาดว่าเป็นน้องมัว ขึ้นรถไปพร้อมกัน

 

ทั้งนี้นายพัน มาขายซาเล้ง คันนี้เป็นคันที่ 2 แล้ว ขณะที่พระปลัดสุรพล ปภาโส (รองเจ้าอาวาสวัดโฉมศรี) ผู้ดูแลเด็กชาวเขาที่มาเรียนหนังสือที่วัด บอกว่า นายพันมักจะขับซาเล้งสามล้อเข้ามาที่วัดบ่อย ๆ โดยจะมาเก็บของเก่าที่หลังวัด แต่ส่วนใหญ่นายพันจะชอบมาในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ คาดว่าเป็นเพราะวันดังกล่าวมีเด็กอยู่เยอะ ซึ่งนายพันมักจะเช้ามาตีสนิทกับเด็กในวัด ซึ่งเท่าที่สังเกตก็จะเป็น "น้องมัว" ที่ค่อนข้างจะไปสนิทกับนายพัน ปกติน้องมัวจะเป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดหรือเล่าอะไรให้ฟัง และก็พอทราบมาอยู่บ้างว่า น้องมัวนั้นอยากได้โทรศัพท์มาก ๆ เพราะเขาอยากจะเอาไว้ติดต่อพูดคุยกับพ่อแม่ จนมาในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน นายพันก็ได้เข้ามาที่วัด และได้สั่งให้เด็กคนอื่น ๆ ไปตามน้องมัวให้ออกไปหา เพราะนายพันไม่กล้าเข้ามาในวัด

 

ขณะที่พ่อของน้องมัว ซึ่งโทรศัพท์จากทางไกล ประเทศอิสราเอล มาหาพระอาจารย์ พูดด้วยน้ำเสียง สั่นเครือว่า หลังรู้ว่าลูกหายไปก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดถึงลูก อยากได้ลูกคืน ที่ผ่านมาลูกไม่เคยเล่าเลยว่า รู้จัก นายพัน ซึ่งถ้าลูกบอกสักคำว่า นายพัน จะพาไปซื้อโทรศัพท์มือถือ จะไม่ให้ไปเด็ดขาด จนมาเห็นรูปถ่ายในเฟซบุ๊กของ นายพัน หอมแก้มลูกชาย ก็ตกใจ กลัวลูกจะเป็นอันตราย หลังทราบเรื่องให้แม่น้องมัวโทรไปหา ตอนนั้นลูกบอกว่า นั่งรถตู้อยู่แถวจ.สระบุรี ผ่านไป 10 นาที ก็ปิดเครื่องหายไป รู้สึกเป็นห่วงลูกมาก อยากให้คนร้ายเอาลูกมาคืนด้วย

 

เรื่องนี้ มีคำถามว่า เหตุใดเด็กโตอายุ 14 ปี จึงถูกลักพาตัว ทำไมเด็กจึงไม่หนี? โดยข้อเท็จจริงแล้ว เด็กโตถูกลักพาตัวได้จริง และเกิดขึ้นหลายคดีแล้วและครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายพัน ก่อเหตุ!

 

 

จากการตรวจสอบประวัตินายพัน เคยก่อเหตุล่อลวงเด็กชาย 4 คนไปกระทำอนาจาร ในป่าที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อปี 2560 และ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น เมื่อปี 2557 โดยพฤติกรรมนั้น ชอบหลอกล่อเด็ก ตีสนิทซื้อขนม และให้เงินเด็ก และให้เด็กเล่นโทรศัพท์มือถือ จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ สุดท้ายออกอุบายจะซื้อโทรศัพท์มือถือให้ จนเด็กหลงเชื่อจึงยอมตามไป

 

 

นอกจากนี้มีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลส่วนตัว และนำบัตรประชาชนของผู้อื่นไปลงทะเบียนซื้อซิมโทรศัพท์ และเปิดห้องพักในโรงแรม ล่าสุดศาลจังหวัดสิงห์บุรี ออกหมายจับนายพัน ในข้อหา พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากความปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง คาดว่าจะพาเด็กตระเวนไปตามที่ต่างๆ โดยใช้รถสาธารณะ อยู่ระหว่างแกะรอยตามจับนายพัน และติดตามตัวน้องมัว ที่ถูกลักพาตัว

 

 

ทั้งนี้หากใครพบเห็นนายพัร หรือน้องมัว แจ้งเบาะแสได้ที่ มูลนิธิกระจกเงา 080-775-2673

 

 

 

8 วัน ยังไม่เจอ "น้องมัว" หลังถูกหนุ่มซาเล้งลักพาตัว พบประวัติก่อคดีอนาจารเด็ก!