จากเหตุการณ์ นายหน่อง ลูกน้องของกำนันนก ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ภายในงานเลี้ยงของ "กำนันนก" เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือสารวัตรแบงค์ เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา


ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพของนายเด้ง และนายต๋อง นำอาวุธปืนเข้ามาภายในงานเลี้ยง ทำให้ถูกดำเนินคดี

และเมื่อย้อนคดี พบว่าเมื่อ 11 ส.ค. 2562 นายเด้งถูกดำเนินคดี วงจรปิดจับภาพของนายเด้ง มีปากเสียงกับคู่กรณี ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ก่อนที่นายเด้งจะหนีออกไป ส่วนสาเหตุผิดใจกันแย่งกันจีบสาว

และในปี 2566 ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดในสำนักงานกำนันนก

ต่อมา ทีมข่าวพบกับตาของ 1 ในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุถูกนายเด้งยิงเมื่อปี 2562 เล่าว่า วันเกิดเหตุหลานของตนออกจากบ้านพักเพื่อไปเที่ยวกับนายเด้ง ซึ่งหลานกับนายเด้งอยู่ในชุมชนเดียวกันจึงรู้จักและคุ้นเคยกันตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวกันซะมากกว่า ซึ่งในวันเกิดเหตุก็ไปร้านเหล้าด้วยกันกับนายเด้ง ต่อมาทราบว่าหลานตนเองถูกยิง ซึ่งเป็นคดีเมื่อปี 2562 และนายเด้งก็ถูกดำเนินคดีแล้วในตอนนั้น

ส่วนตัวก็ได้ยินหลานบอกว่าสาเหตุที่หลานทุกยิงเพราะนายเด้งเมาแล้วทำปืนลั่น ไม่ได้มีปมเหตุอะไรอย่างอื่น และหลังเกิดเหตุหลานก็ไม่ได้ติดใจหรือโกรธอะไรนายเด้ง ก็เห็นยังไปเที่ยวด้วยกันอยู่และยังพูดคุยกันปกติ ที่ผ่านมาตนเคยเตือนหลานไม่ให้ไปยุ่งกับนายเด้ง แต่หลานก็ไม่เคยฟัง ก็เลยไม่ค่อยอยากเข้าไปถามหรือไปยุ่งอะไรอีก

ในส่วนพฤติกรรมของนายเด้ง หากนายเด้งเจอผู้ใหญ่ในชุมชนหรือแม้กระทั่งต้นก็จะเป็นคนมีสัมมาคารวะยกมือไหว้ทุกคนและพูดจาดีด้วย แต่ก็ได้ยินมาเหมือนกันถ้าหากเป็นกลุ่มวัยรุ่นใกล้เคียงกับวัยของนายเด้ง นายเด้งก็จะมีพฤติกรรมอีกแบบ ซึ่งก็เคยทะเลาะวิวาทกับกลุ่มวัยรุ่นด้วยกันเอง

กรณีประเด็นปืนที่นายเด้งมีไว้ครอบครอง ก็เคยได้ยินว่าเจ้าตัวมีปืนพกแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งบางครั้งก็จะมีชาวบ้านที่เคยเห็นเจ้าตัวยิงปืนขึ้นฟ้า พฤติกรรมก็ค่อนข้างเกเร เพราะระยะหลังมีเรื่องทะเลาะวิวาทเยอะกับคนอื่น ซึ่งเจ้าตัวก็ถูกดำเนินคดี พอติดคุกแล้วออกมาก็ก่อเหตุซ้ำอีก แต่ในส่วนเรื่องยาเสพติดก็ยืนยันว่าหลานของตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวยาเสพติด และก็ไม่เคยได้ยินว่านายเด้งยุ่งเกี่ยวยาเสพติดเช่นกัน

มีรายงานด้วยว่า นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก ผู้ต้องหาในคดียิงสารวัตรแบงค์เสียชีวิต ตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2566 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม หรือ กต.ตร.จังหวัดนครปฐม


ซึ่งหากดูจากเอกสารทางราชการ มีข้อความระบุว่า คำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม ที่ 2234/2566 เรื่อง ให้คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม พ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะราย

โดยตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม ที่ ลงวันที่ 28 เมษายน 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม
ได้แต่งตั้งให้ นายประวีณ จันทร์คล้าย เป็น “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศาสนาหรือวัฒนธรรม” นั้น

แต่เนื่องจาก นายประวีณ จันทร์คล้าย มีกรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐาน"เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น" ตามหมายจับศาลจังหวัด
นครปฐม ลงวันที่ 7กันยายน 2566

จึงเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม ตามระเบียบ ก.ต.ช.ฯ

ดังนั้น จึงให้ นายประวีณ จันทร์คล้ายพ้นจากตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศาสนาหรือวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 11กันยายน

โดยมี นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม ลงนามในคำสั่งดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวได้เดินทางไปที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ไปตรวจสอบว่า กำนันนก มีตำแหน่งอยู่จริงหรือไม่ โดยเข้าไปดูที่แผนผังผู้บังคับบัญชา ซึ่งปกติแล้วจะมีการติดรายชื่อ นายตำรวจ และแผนผัง กต.ตร. ไว้ภายในตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม หรือ อย่างน้อยต้องมีเอกสารการแต่งตั้งที่จะต้องมีการติดดประกาศเพื่อประชาสัมพันธ์บริเวณบอร์ด ปรากฏว่า ไม่มีการติดรายชื่อคณะกรรมการ กต.ตร. ไว้ภายในตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมเลย รวมถึงเอกสารการแต่งตั้งเพื่อประชาสัมพันธ์สักใบไม่มี

และอีกข้อพิรุธคือ เอกสารการแต่งตั้ง กำนันนก เป็น กต.ตร. ไม่มีการติดไว้ที่บอร์ด แต่กลับมีเอกสารอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งคณะทำงานประหยัดค่าสาธารณูปโภคของตำรวจของตำรวจภูธรจังหวัดติดอยู่ หรือเอกสารประชาสัมพันธ์อื่นๆ ซึ่งถูกติดไว้ตั้งแต่ ปี 65 แต่เอกสารแต่งตั้งกำนันนก ที่เพิ่งแต่งตั้งเมื่อ เมษายน ปี 66 กลับไม่มีติดให้เห็น

ต่อมาทีมข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่เวรดูแลภายในตึก ก็บอกว่า เอกสารแต่งตั้ง หรือ บอร์ดที่ติดรายชื่อ กต.ตร.นั้นปกติไม่มีการติดรายชื่อโชว์ไว้อยู่แล้ว จะติดเพียงแผนผังรายชื่อนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาในจังหวัดเท่านั้น และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่า กำนันนกมีรายชื่อเป็น กต.ตร.

ในส่วนของคดี วันนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งให้กองปราบทำคดีกำนันนก

ผู้สื่อข่าวช่อง 8 ได้สอบถามเรื่องนี้ กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะเดินทางมาร่วมพิธีเผาทำลายยาเสพติดด้วย โดย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงความคืบหน้าคดี"กำนันนก" ตอบเพียงสั้นๆว่า "เขาแถลงไปเยอะแล้ว พอแล้วครับ"ผู้สื่อข่าวจึงพยายามถามย้ำว่า แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะยังไม่จบง่ายๆ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ไม่ตอบคำถามและพยายามเดินหนี

ผู้สื่อข่าวจึงพยายามเดินไปสอบถามอีกว่าความจริงใกล้ปรากฏแล้วหรือยัง แต่พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ย้ำเหมือนเดิมว่า "แถลงกันไปเยอะแล้ว พอแล้ว มีเรื่องอื่นบ้างนะ เรื่องนี้ไม่มีอะไรแล้ว"

ด้านพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยประเด็นตำรวจทางหลวงถูกยิงว่า ปกติแล้วตำรวจจะไม่มีการช่วยตำรวจที่ทำผิดกฎหมาย ยกเว้นแต่จะมีบิ๊กการเมืองขอมา คดีนี้เป็นข่าวครึกโครมมาก คนก็สนใจมาก การที่ตำรวจจะมาช่วยกันเอง ตนมั่นใจว่าคงจะไม่มี

ส่วนการที่บิ๊กโจ๊กแถลงแล้วบอกว่ากล้องวงจรปิดหายไป 2 จุด ตนคิดว่าก็คงไม่มีพิรุธใดๆ เพราะในส่วนของคดีหลักฐานต่างๆ ตนก็ไม่แน่ใจว่าได้ครบมั้ย แต่ทางคดีก็มีคนที่ดูแลหลายคน ไม่ใช่เพียงแค่บิ๊กโจ๊กท่านเดียว ถ้าเกิดพบหลักฐานแล้วมีการปกปิด ยังไงก็ต้องมีข่าวหลุดออกมาอยู่ดี อีกอย่างตัวกำนันนกก็ไม่ใช่คนวิเศษอะไรที่จะต้องมาช่วยปกปิด มีแต่จะต้องช่วยจัดการ เพราะถ้าปล่อยไว้มีเงินมี ปล่อยไป โดดเข้าใส่การเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีได้เลย

และในส่วนคดีนี้ ต่อให้ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดก็ไม่ทำให้รูปคดีเสียหาย ก็สามารถเอาผิดกำนันนกได้อยู่ดี เพราะบางทีในบางคดีต่อให้ไม่มีพยานหลักฐานเลย ตำรวจก็สามารถสืบหาจากหลักฐานบุคคลได้ หรือเอกสาร พยานวัตถุ พยานแวดล้อมต่างๆได้ เพื่อให้อัยการเห็นว่ามีความผิดจริงและสั่งฟ้องได้

ส่วนจุดอ่อนของคดีนี้ตนมองว่า น่าจะเป็นในเรื่องของบรรดาข้าราชการตำรวจที่ตอนเกิดเหตุละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และอาจจะเป็นการทำลายหลักฐานต่างๆ ทั้งที่อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม การปล่อยให้คนที่ยิงหนีไปได้ ก็ถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องถูกดำเนินคดี

พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ บิ๊กเด่น ผบ.ตร. ได้มีการสั่งย้ายคดีนี้ไปให้ทางกองปราบดูแล ตนคิดว่าก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ถ้าพูดตรงๆพนักงานสอบสวนกองปราบก็ไม่ได้มีความสามารถไปมากกว่าพนักงานสอบสวนท้องที่ แต่เพียงแต่ว่าเหตุนี้มันเกิดในท้องที่ภาค 7 คนก็อาจจะมองว่าข้าราชการตำรวจในภาค 7 นครปฐม อาจจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพล หรืออาจมีผลประโยชน์ร่วมกัน ก็อาจจะทำให้คดีนี้เสียหายไปได้ การที่ให้โอนไปให้กองปราบก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตัวกองปราบเองก็อยู่ในส่วนกลาง ไม่ได้เกี่ยวข้องในพื้นที่ใด ก็คงจะไม่มีเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวช่วยเหลือกัน

ผู้สื่อข่าวยังได้ถามในส่วนประเด็นโซเชียลที่หลายคนมองว่า การโอนคดีไปให้กองปราบดูแลแบบนี้ เหมือนเป็นการสกัดบิ๊กโจ๊ก หรือไม่ เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงของการชิงตำแหน่งผบ.ตร.คนใหม่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ก็ได้กล่าวว่า คิดว่าไม่เป็นการสกัดใดๆ ตัวบิ๊กโจ๊กก็ทำหน้าที่เป็น รองผบ.ตร. ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนอาชญากรรม ถึงแม้จะโอนไปอยู่กองปราบแต่ก็ตัวบิ๊กโจ๊กก็ยังคุมอยู่ ต้องดูที่สายงานด้วย อย่างไรก็คงไม่มีนัยใดๆในการย้ายคดีครั้งนี้อย่างแน่นอน


นอกจากนี้ ทีมข่าวช่อง8 ไปพูดคุยกับ นายภูภณ หรือกำนันใช้ กำนันตำบลธรรมศาล , และ นายวีระ หรือกำนันตาล กำนันตำบลสามควายเผือก จ.นครปฐม ซึ่งเป็น2กำนัน ที่ไปปรากฏอยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของกำนันนกเมื่อปลายปี 2565 (ปีก่อน)

กำนันใช้ และกำนันตาล เปิดเผยว่า การไปร่วมงานของกำนันนกถือว่าเป็นครั้งแรกหลังจากที่กำนันนกได้รับตำแหน่งกำนัน และที่เดินทางไปในฐานะชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งภายในพื้นที่มีกำนันทั้งหมด24คน ก็มีบางคนที่เดินทางไปบางคนก็ไม่ได้เดินทางไป และการไปงานวันเกิดก็เป็นเรื่องปกติ ที่มีการจัดงานวันเกิด แล้วมีงานเลี้ยงสังสรรค์พร้อมกับมีการอวยพร ภายหลังที่มีการอวยพรเป่าเค้กกันเสร็จ ตนเองก็เดินทางกลับ ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ยาว

และกรณีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ส่วนใหญ่ ในฐานะที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน เวลาจัดงานก็จะมีการเชิญบุคคลที่รู้จักและบุคคลที่มีชื่อในแต่ละตำบลไปร่วมงานเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนตัว เวลาจัดงานก็จะจัดเฉพาะโอกาสสำคัญ เช่นการเปิดธุรกิจ เพราะตนเองก็ทำธุรกิจเรื่องของโลจิสติกส์ การขนส่งเอกชน รวมทั้งโรงเรียนฝึกสอนขับรถ และตรวจคุณภาพรถ หรือ ตรอ. ซึ่งเวลาที่เปิดธุรกิจใหม่ก็จะจะเรียนเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจมาร่วมงาน แต่แกก็ไม่ได้มีการเชิญตำรวจมางานเหมือนเช่นงานของกำนันนก จะมีเชิญตำรวจก็เฉพาะโรงพักพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการจราจรเท่านั้น แต่ส่วนรายละเอียดว่าในการจัดงานของกำนันนกที่ปรากฏในคืนวันเกิดเหตุ มีตำรวจเข้าไปร่วมงานหรือร่วมสังสรรค์ก็ต้องไปย้อนถามกลุ่มตำรวจและกำนันที่ไปร่วมงานกันเอง เพราะในคลิปจากงานวันเกิดเหตุเป็นคนละเหตุการณ์กัน

สำหรับนิสัยของกำนันนก โดยปกติแล้วก็เป็นไม่ได้มีอะไร ดูแลทั้งงานด้านธุรกิจ และในฐานะกำนัน ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน เพราะตำแหน่งกำนันคือขี้ข้าประชาชน แต่ส่วนนิสัยใจคอหรือรายละเอียดเชิงลึกก็ต้องไปถามชาวบ้านในพื้นที่เอง เพราะเป็นคนละตำบลกัน แต่การเข้าสังคมของกำนันนก ส่วนใหญ่เท่าที่สังเกตก็จะเป็นการจัดงานลักษณะส่วนตัวอยู่ภายในบ้าน หรือพื้นที่ส่วนตัวแล้วเชิญคนอื่นมาร่วม แต่ตัวของกำนันนกไม่ค่อยออกไปผับหรือร้านเหล้า หากต้องการดื่มสังสรรค์ก็จะจัดเองอยู่ที่บ้าน

ทั้งนี้แม้ว่าตนเองจะทำธุรกิจ เกี่ยวกับโลจิสติกส์หรือเกี่ยวข้องกับการขนส่ง และโรงเรียนสอนขับรถ ทั้งหมดก็เป็นธุรกิจที่เป็นคนละสาขาหรือคนละรูปแบบกับที่กำนันนกทำอยู่ เพราะกำนันนกทำเกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้าง ฉะนั้นจึงไม่มีส่วนใดที่เป็นธุรกิจที่เอื้อเฟื้อ หรือจะเอาไปเชื่อมโยงกันได้ , ส่วนกำนันตาลก็ไม่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเองแต่ก็ทำงานธุรกิจอื่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกำนันนกเช่นกัน

กำนันใช้ ยังกล่าวถึงกรณีการตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ ไปนั่งในตำแหน่งกรรมการตำรวจประจำโรงพักหรือในเขตพื้นที่อื่นๆ การจะเลือกหรือคัดสรรนั้นก็จะต้องเลือกจากบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ และตรงตามคุณสมบัติที่มีการระบุเอาไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองก็เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตำรวจโรงพักสามควายเผือก แต่หลังจากที่หมดวาระแล้วตนเองก็ไม่ได้รับตำแหน่งอีก เพราะเนื่องจากมีการถูกกำหนดเอาไว้ว่าสามารถที่จะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการได้2วาระ วาระละ2ปี รวม4ปี และตนเอง ก็เพิ่งรู้จักทีมข่าวช่องแปดที่มาสัมภาษณ์ในวันนี้ว่าตัวของกำนันนกตั้งเป็นกรรมการตำรวจขอพื้นที่เมืองนครปฐม เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยทราบมาก่อน แต่การที่กำนันนกไปนั่งอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวก็เป็นเพราะว่าอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จึงอาจได้รับการเรียนเชิญจากตำรวจเพื่อให้มาร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่

อย่างไร ก็ตาม กำนันใช้ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปของสื่อ และรวมถึงการโยงประเด็นเกี่ยวกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่โยงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับอิทธิพลหรือตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นเหตุทำให้เกิดการสูญเสีย ส่วนตัวอยากจะมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องงานเลี้ยงส่วนตัวและมีการเชิญตำรวจไปร่วมงาน แต่ตัวของคนที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งเป็นกำนันเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่อยากให้เอาคำว่ากำนันซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ทำงานเพื่อประชาชน เอาไปโยงว่าทุกคนจะต้องเป็นเหมือนกันทุกคน และไม่ได้รังเกียจ ที่สื่อจะเข้ามาสัมภาษณ์หรือติดตาม พร้อมที่จะตอบทุกประเด็น แต่เพียงแค่ยืนยันว่าควรจะเป็นกำนันไม่ใช่ยึดมั่นแต่คำว่าอิทธิพล หรือจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพล แต่ต้องเป็นผู้ที่ทำเพื่อประชาชนทั้งตำบล

โอนคดี "กำนันนก" พ้นภาค 7 สงสัยถูกใบสั่ง พลิกประวัติอึ้งซี้บิ๊กกากีนั่ง กต.ตร.