ย้อนบันทึกประวัติศาสตร์ก่อร่างสร้างเมือง 'กรุงรัตนโกสินทร์' เรืองโรจน์ ครบ 240 ปี เมืองดุจเทพสร้าง ศูนย์กลางการปกครอง 

 

“กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง วัง วัง งามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย” นับว่าเป็นคำขวัญประจำกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ หลังจากกรุงเทพฯ ได้ก่อร่างสร้างตัวมาร่วมกว่า 200 ปี นำมาซึ่งความเจริญทัดเทียมนานาประเทศ

21 เม.ย. 2565 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่กรุงเทพฯ มีอายุครบ 240 ปี หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อ 6 เม.ย. 2325 และสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวง โดยถือฤกษ์ 21 เม.ย. 2325 จัดพิธียกเสาหลักเมืองขึ้น

ทั้งนี้ ได้พระราชทานนามกรุงเทพฯ ว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์อโยธยา” (อ้างอิงนิตยสาร สารคดี ม.ค. 2540) กระทั่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินท์ มหินทอยุธยา” และถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จาก ‘บวร’ เป็น ‘อมร’ และ ‘มหินท’ เป็น ‘มหินทรา’  รวมถึง ‘สินท์’ เป็น ‘สินทร์’ พร้อมเติมคำสร้อย

โดยในบันทึกประวัติศาสตร์ เขียนไว้ว่า การเปลี่ยนและเติมคำสร้อยเมืองหลวงในหนนั้น ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองหลวงที่มีชื่อยาวมากที่สุดในโลก

 “กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศมหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”

อันมีความหมายมงคลว่า  พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร เป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้

ทั้งนี้ ในการก่อสร้างพระบรมมหาราชวังใหม่ ซึ่งปัจจุบันงดงามเรืองรองและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของชาตินั้น มีพระราชพิธียกเสาเอกขึ้นในวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ปีขาล เริ่มต้นจากพระที่นั่งอัมรินทราภิเษกมหาปราสาท ก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อ 18 ก.พ. 2327 และเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมู่ปราสาทราชมณเทียร ในอีก 1 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2328 จากนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นด้วย (อ้างอิงหนังสื่อ หมายเหตุ : สยามประเทศ, 2545)

กระทั่งในเวลาต่อมา พระที่นั่งอัมรินทราภิเษกมหาปราสาท ซึ่งจำลองจากพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทในกรุงศรีอยุธยา และสร้างด้วยไม้ทั้งองค์นั้น ได้รับการพระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท” และมีพระที่นั่งต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อเป็นที่บรรทมของพระเจ้าแผ่นดิน อันได้แก่ พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ พระที่นั่งเย็น พระที่นั่งศุทไธสวรรย์ พระที่นั่งทองในสวนขวา

ก่อนที่ในเวลาต่อมา พระราชวังอันเรืองรอง ใหญ่โต นี้ จะค่อย ๆ ถูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นในรัชสมัยต่อมา

มีบทประพันธ์จากมาร์กาเร็ต แลนดอน ผู้เขียนเรื่อง Anna and the King of Siam ถึงความวิจิตรโอ่อ่าในพระราชวังของไทย แผ่นดินล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ตอนหนึ่งว่า “อันที่จริงพระบรมมหาราชวังมีสภาพดุจเมืองที่ล้อมด้วยกำแพงและป้อมปราการ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากินเนื้อที่มากกว่าหนึ่งตารางไมล์ มีกำแพงขนาบกั้นตั้งแต่ทางทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก แบ่งอาณาเขตเป็นสามส่วน...ทางด้านตะวันตกที่ค่อนไปทางแม่น้ำของบริเวณส่วนนี้เป็นที่ตั้งของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ณ ที่นี้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์และเป็นที่เก็บพระศพพระมหากษัตริย์องค์ก่อน ๆ

...หัวใจของเมืองในพระบรมมหาราชวังก็คือพระที่นั่งอันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ทางตะวันออกของตำหนักเจ้าจอมหม่อมห้ามทั้งหลาย”

ในอดีตจึงนับว่า พระบรมมหาราชวัง เป็นดังศูนย์กลางการปกครองของประเทศ เพราะพระมหากษัตริย์จะใช้เป็นพื้นที่ออกว่าราชการ

แม้ปัจจุบันพระบรมมหาราชวังจะไม่ใช่สถานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์แล้ว แต่ก็ยังถือว่า เป็นสัญลักษณ์หรือไอคอนสำคัญของประเทศ

ผ่านมา 240 ปี กรุงเทพฯ ได้รับการพัฒนาแทบทุกด้าน และเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ที่ได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติ

แล้วปีนี้ถือเป็นโอกาสดีที่กำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22 พ.ค. 2565 เพื่อให้ได้ผู้นำมาบริหารเมืองให้เจริญทัดเทียมยิ่งขึ้นไป ให้สมกับความเรืองโรจน์ของกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองดุจเทพสร้าง นั่นเอง .

 

เรียบเรียงโดย ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน