#CH8Special | เปิดกลโกง 'เงินทอนวัด' ขบวนการหากินกับผ้าเหลือง

 

สะเทือนวงการสงฆ์อีกครั้ง หลังจากที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. นำเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม พระสิทธิวรนายก หรือ เจ้าคุณแจ๊ค เจ้าอาวาสวัดเขาทุเรียน ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก หรือ อีกตำแหน่งคือรองเจ้าคณะจังหวัดนครนายก หลังพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต "เงินทอนวัด" ของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวก ซึ่งถูกดำเนินคดีและหลบหนีไปก่อนหน้านี้ โดยอนุมัติเงินอุดหนุนให้แก่วัดใน จ.นครนายก 12 แห่ง วงเงินประมาณ 123 ล้านบาท

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเกิดคดี พระสงฆ์มีเอี่ยว "เงินทอนวัด" เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกรณีของวัดดังในกรุงเทพฯ 3 แห่ง คือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดสัมพันธวงศาราม และวัดสามพระยา ซึ่งมีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถึง 7 รูป มีเอี่ยวทุจริตเงินทอนวัด โครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาฯ 2559 จำนวน 32,500,000 บาท เเละเงินอุดหนุนโครงการอบรมคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชนและข้าราชการ เพื่อความมั่นคง ของสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ฯ 2559 จำนวน 37,200,000 บาท

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ผบก.ปปป. และ พ.ต.อ.พิทักษ์ วาฤทธิ์ ผกก.2 บก.ปปป. เปิดเผยถึงกลโกงของขบวนการเหล่านี้กับ #ทีมข่าวออนไลน์ช่อง8 ว่า 'เงินทอนวัด' คือ การทุจริตที่นำเอาพระพุทธศาสนามาใช้ หากินกับพระสงฆ์ ซึ่งมีมานานแล้ว ตำรวจสามารถสืบย้อนไปจนถึงยุคของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งเมื่อช่วงปี 2553 - 2557 พบการทุจริตเงินทอนวัดจำนวนมาก โดยวัดทั่วประเทศจะได้รับเงินอุดหนุนจากสำนักพุทธฯ เพื่อนำไปใช้ แต่หลังจากโอนเงินให้วัดแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่แจ้งแก่พระว่าจะต้องนำเงินไปใช้เพื่อสนับสนุนในส่วนอื่น หรือตามแต่ตกลงกัน เช่น แจ้งว่า สำนักพุทธฯ จะโอนเงินให้วัดแห่งนี้ 30 ล้านบาท เมื่อเจ้าอาวาสลงนามรับเงินแล้วก็ต้องคืนเงินทั้งหมดให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ จากนั้น เจ้าหน้าที่จะแบ่งเงินให้แก่วัด 5 ล้าน ส่วนอีก 25 ล้านจะอ้างว่า นำไปบำรุงช่วยเหลือที่อื่น

สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับงบประมาณสูงถึง 5,500 ล้านบาท เพื่อบริหารงานราชการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ เข้าไปติดต่อวัดในแต่ละจังหวัดเพื่อเสนอเงินอุดหนุน แบ่งเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย

  1. เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ หรือ บูรณะซ่อมแซม
  2. เพื่อการศึกษาปริยัติธรรม
  3. เพื่อการเผยแพร่ดำเนินกิจกรรมทางศาสนา

การทุจริตแบบแรก คือ "เงินบูรณปฏิสังขรณ์" เช่น กรณีของ เจ้าคุณแจ็ค ตำรวจพบข้อมูลว่า มีความสนิทสนมกับอดีต ผอ.สำนักพุทธฯ จึงจัดหาติดต่อวัดใน จ.นครนายก เพื่อเสนอชื่อขอรับเงิน จากนั้น ผอ.สำนักพุทธฯ จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้เงินแก่วัดใด เมื่อโอนเงินให้วัดต่าง ๆ แล้ว เจ้าอาวาสเซ็นรับเงิน ก็จะต้องโอนเงินทั้งหมดคืนให้กับ เจ้าคุณแจ็ค จากนั้นจึงจะแบ่งเงินบางส่วนกลับคืนให้แก่วัด ซึ่งตำรวจพบว่า เจ้าคุณแจ็ค ได้นำเงินไปซื้อที่ดิน โดยใช้ชื่อของญาติผู้ใกล้ชิดเพื่ออำพรางการทุจริต โดยตรวจยึดได้เพียง 18.6 ล้านบาทเท่านั้น จึงมีเงินที่หายไปอีก 80-90 ล้านบาท

ส่วนการทุจริต "เงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาปริยัติธรรม" จะเป็นเงินสนับสนุนเรื่องการศึกษาของพระสงฆ์ ซึ่งเคยเกิดการทุจริตมาก่อนหน้านี้ โดย ผอ.สำนักพุทธฯ จะอนุมัติเงินสนับสนุนให้กับวัดแห่งหนึ่ง ทั้งที่วัดดังกล่าวไม่มีการเรียนการสอน ไม่มีโรงเรียนสอนปริยัติธรรม ทั้งวัดอาจมีพระสงฆ์แค่ 50 รูป แต่อนุมัติสนับสนุนในวงเงินสำหรับพระสงฆ์ 200 รูป ทำให้มีส่วนต่างถึง 150 รูป ซึ่งเงินดังกล่าวจะเป็นลักษณะของเงินรายวัน คิดราคาต่อหัวเป็นค่าอาหาร ค่าศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ

ไม่เพียงแค่เงินอุดหนุนจากสำนักพุทธฯ เท่านั้น ที่มีการหากินโดยทุจริตกับผ้าเหลือง ล่าสุด ตำรวจยังตรวจพบอีกว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัดในหลายพื้นที่ด้วยเช่นกัน โดยจะตั้งงบประมาณเงินอุดหนุนให้วัดเพื่อก่อสร้างเตาฌาปนกิจศพ เช่น ตั้งงบ 3 ล้าน แต่ไม่ได้มอบเงินดังกล่าวให้วัด แต่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะจัดหาบริษัทมาก่อสร้างเอง ซึ่งการจัดหาบริษัทก็อาจจะมาจากการทุจริตเช่นกัน โดยงบ 3 ล้านบาท สร้างเมรุเผาศพ แต่ใช้จริงเพียง 800,000 บาทเท่านั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นับวันข่าวฉาวเกี่ยวกับวงการสงฆ์ที่มีมากขึ้น ไม่เพียงก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของสงฆ์ หากยังนำมาสู่การตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของสำนักพุทธฯ...

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ต้องมีการตรวจสอบ จัดการรอยรั่ว 'งบประมาณ' ด้านศาสนา กับการใช้ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมือหากิน