จากกรณีมีเรื่องราวของหญิงสาวรายหนึ่ง ร้องทุกข์ผ่านสื่อว่า ถูกเพื่อนสนิทที่คบกันมา 5 ปี แอบเอาบัตรประชาชนไปค้ำเงินกู้ ยอดเงินร่วมแสนบาท จากนั้นหายหน้าหายตาไม่มาใช้หนี้ ทำให้เจ้าหนี้ตามมาทวงเงินจากตน พอตนไม่มีเงินจ่ายก็ถูกเจ้าหนี้บุกเข้ามาจ่อปืนขู่ถึงในบ้าน ซ้ำลูกสาววัย 2 ขวบ ยังโดนเจ้าหนี้จับโยนกระแทกพื้นจนต้องหามส่งโรงพยาบาล


โดย น.ส.ลัลลา (นามสมมติ) อายุ 21 ปี เปิดใจกับทีมข่าวช่อง 8 ว่าตนนั้นถูกเพื่อนชื่อว่า น.ส.อัฉริยา หรือโบว์ อายุ 21 ปี หลอกให้ค้ำเงินกู้นอกระบบเป็นเงินก้อนใหญ่เฉียด 1 แสนบาท ก่อนที่จะหอบเงินหนีไปไม่มาใช้หนี้ เจ้าหนี้หลายราย เลยหันมาทวงเงินจากตน โดยมีการบุกมาทำร้ายถึงในบ้าน ใช้ปืนจ่อศีรษะ และดักทำร้ายขณะขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน พร้อมขู่ "ถ้าไม่ใช้หนี้ แล้วไปแจ้งตำรวจ มึงตายแน่" มิหนำซ้ำยังทำร้ายลูกสาววัยเพียง 2 ขวบ โดยการอุ้มเด็กแล้วโยนกระแทกพื้นจนต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนนี้ลูกสาวไม่ได้ไปโรงเรียนนานร่วมเดือน เพราะไม่กล้าออกจากบ้าน กลัวเจ้าหนี้จะดักรอทำร้ายอยู่ข้างนอก

ทีมข่าวจึงได้สอบถามประวัติการกู้ยืมเงินและการค้ำประกัน น.ส.ลัลลา จึงให้ข้อมูลว่า ในวันที่ 21 ก.ค.66 น.ส.อัฉริยา (เพื่อนที่หนี) ได้มาขอความช่วยเหลือ บอกว่าตอนนี้แม่กำลังลำบาก ให้ น.ส.ลัลลา (ผู้เสียหาย) ช่วยไปกู้เงินนอกระบบมาช่วยหน่อย และ น.ส.อัฉริยา ได้ส่งรูปถ่ายพร้อมบัตรประชาชนของตนและแม่มาเป็รหลักประกัน

น.ส.ลัลลา ไว้ใจเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทกัน เลยกู้เงินมาให้เป็นจำนวน 13,000 บาท ซึ่งตอนนั้นเพื่อนก็ผ่อนเงินคืนตรงตามงวดมาตลอด แต่จู่ ๆ วันที่ 17 ส.ค.66 ลูกสาววัย 2 ขวบได้วิ่งมาหาตนที่บ้าน พร้อมร้องไห้และบอกว่ามีคนมาที่หน้าบ้าน ตนจึงได้เดินออกไปดู พบชายร่างใหญ่ 2 คน

สวมหมวกกันน็อกแต่งกายมิดชิดเดินปรี่เข้ามาในบ้าน แล้วตบเข้าที่หน้าตน 1 ครั้ง ทั้งยังหันไปอุ้มลูกสาวที่นั่งร้องไห้อยู่ จากนั้นก็จับลูกสาวทุ่มลงพื้น ตนจึงตั้งท่าที่จะลุกไปดูลูกสาว แต่คนทวงหนี้ก็ได้ชักปืนขึ้นมาจ่อที่ศีรษะพร้อมขู่ว่า "ถ้าเรื่องนี้ถึงหูตำรวจ จะกลับมาจัดการ" ตนจึงพยายามติดต่อ น.ส.อัฉริยา ให้มาพูดคุยเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น

จนวันต่อมาในวันที่ 18 ส.ค.66 น.ส.อัฉริยา ได้มาหาตนที่บ้านในเวลาประมาณ 14.00 น. แต่ตอนนั้นตนกำลังจะไปรับลูกสาวที่โรงเรียน น.ส.อัฉริยา จึงได้อาสาเฝ้าบ้านให้ บอกให้ตนไปรับลูกก่อนค่อยกลับมาคุยกัน แต่หลังจากนั้น น.ส.ลัลลา (ผู้เสียหาย) เพิ่งมาทราบว่า วันดังกล่าวเพื่อนได้แอบขโมยบัตรประชาชนของเธอไปสวมรอยกู้เงินจำนวน 50,000 บาท และทำแบบเดียวกันอีกครั้งในวันที่ 23 ส.ค.66 จำนวนเงิน 15,000 บาท ซึ่งทั้ง 2 วันนั้นก็ได้มีเงินโอนเข้ามายังบัญชีของ น.ส.ลัลลา จริง ๆ แต่ น.ส.อัฉริยา ได้อ้างว่า "พ่อโอนเงินมาให้ แต่ธนาคารล่ม จึงให้โอนผ่านบัญชีของ น.ส.ลัลลา และบอกให้ถอนเงินสดมาให้" ตนก็เชื่อเพื่อน และได้ไปกดเงินสดให้เพื่อนทั้งหมด แต่หลังจากนั้น น.ส.อัฉริยา ก็หายหน้าหายตาไปเลย จนล่าสุดที่ตนมารู้เรื่องว่าโดนเพื่อนรักหักหลัง แอบเอาบัตรประชาชนไปกู้เงิน ก็คือวันที่ 28 ส.ค.66 เป็นเวลาประมาณตี 03.20 น. ขณะที่ตนกำลังขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน ได้มีผู้ชาย 2 คน ขี่รถมอเตอร์ไซค์ประกบ แล้วทำร้ายทุบตีเธอจนได้รับบาดเจ็บอยู่ริมถนน แต่โชคยังดีที่มีคนเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

ตอนนี้ตนต้องอาศัยอยู่ด้วยความหวาดระแวง และลูกสาวก็ไม่ได้ไปโรงเรียนเกือบจะ 1 เดือนแล้ว เพราะตอนนี้ตนนั้นแทบไม่มีเงินเหลือเลย เนื่องจากเจ้าหนี้มาทวงเงินทุกวัน บางวัน น.ส.ลัลลา ก็จ่ายไป 50 บาท 100 บาท เพราะถ้าวันไหนไม่จ่ายก็จะโดนข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ซึ่งตอนนี้ตนเสียทรัพย์สินมีค่าไปร่วม 54,000 บาท ในการใช้หนี้แทนเพื่อน โดยเธอต้องนำรถเก๋งของตัวเองไปจำนำในราคา 25,000 บาท , รถมอเตอร์ไซค์ 5,000 บาท ,เงินสด 24,000 บาท ทำให้ตอนนี้เธอเหลือแค่ตัวเปล่า แต่ก็ยังไม่สามารถปิดหนี้ได้ เพราะทรัพย์สินที่เสียไปเป็นเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น น.ส.ลัลลา จึงได้ร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่พอจะช่วยเหลือตนได้ เพราะตอนนี้ตนเป็นห่วงลูกสาว กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะตอนนี้เธอและลูกสาวต้องขังตัวเองอยู่ภายในบ้าน ขนาดจะออกไปซื้อยาแก้ไข้ให้ลูกที่หน้าปากซอยก็ยังไม่กล้าเดินออกไป ตอนนี้ตนไม่ขออะไรมาก แค่ขอให้ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยที่ไม่ต้องหวาดระแวงก็พอ


ต่อมาทีมข่าวได้เดินทางไปพูดคุยกับผู้เป็นพ่อและแม่ของ น.ส.อัฉริยา (เพื่อนที่หลบหนี) โดย นางสุนารี (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นแม่ของ น.ส.อัฉริยา เปิดเผยว่า ตนนั้นทราบว่าลูกสาวเป็นคนแสบ ก่อนหน้านี้ที่บ้านก็เคยตามใช้หนี้ให้ น.ส.อัฉริยา มาแล้ว เป็นเงินกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งนางสุนารีก็ยอมรับว่าลูกสาวของตนได้ให้เพื่อนไปกู้เงินนอกระบบจริง ซึ่งตอนนั้นลูกสาวก็ได้ขอให้ตนถ่ายรูปพร้อมบัตรประชาชน แต่ตนก็ไม่รู้ว่าหรอกว่าลูกสาวเอาไปทำอะไร จนมาทราบเรื่องที่หลังว่าลูกเอาบัตรประชาชนไปใช้ในการค้ำเงินกู้ ซึ่งตอนนั้นตนก็ได้เคลียร์หนี้ให้ทั้งหมดแล้ว และเคยเรียกให้ น.ส.ลัลลา เพื่อนของลูกเข้ามาพูดคุยที่บ้าน โดยตนก็เตือน น.ส.ลัลลา ว่าต่อไปห้ามไปกู้เงินให้ น.ส.อัฉริยา อีกเด็ดขาด เพราะที่บ้านก็ตามเช็ดตามล้างให้ไม่ไหวแล้ว แต่ปรากฏ น.ส.ลัลลา ได้ไปกู้เงินให้ น.ส.อัฉริยา อีก ซึ่งครั้งนี้ตนยืนยันเด็ดขาดว่าจะไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเคยเรียกมาเตือนแล้ว ตอนนี้ตนก็ไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้ รู้แค่ว่าเขาย้ายไปอยู่จังหวัดชุมพร หาก น.ส.ลัลลา เดือดร้อนจากการถูกข่มขู่จากเจ้าหนี้ ก็คงมีแต่คำแนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจ


ต่อมาทีมข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปหา "นายโจ" ซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนล่าสุดของ น.ส.ลัลลา ทีมข่าวจึงได้สอบถามนายโจ ว่า ตกลงแล้ว น.ส.ลัลลา ได้เข้าไปกู้เงินจริงไหม หรือเป็น น.ส.อัฉริยา ที่เป็นคนเข้าไปกู้เงินโดยแอบอ้างเอกสารของ น.ส.ลัลลา โดยนายโจ (เจ้าหนี้) เผยว่า คนที่มากู้เงินก้อนจำนวน 50,000 บาท คือ น.ส.ลัลลา แน่นอน เพราะวันนั้น น.ส.ลัลลา ได้โทรศัพท์เข้ามากู้เงินด้วยตัวเอง พร้อมทั้งถ่ายรูปหน้าตัวเองกับบัตรประชาชนส่งมาให้ตนกับมือ ไม่ได้มีการส่งต่อผ่าน น.ส.อัฉริยา แต่อย่างใด เพราะนายโจกับ น.ส.อัฉริยา เคยมีปัญหากันมาก่อนหน้านี้ เนื่องจาก น.ส.อัฉริยา เคยติดหนี้ตนแล้วไม่ยอมจ่าย ซ้ำยังเคยหลอกนายโจให้ไปหาที่บ้าน แล้วเรียกตำรวจมาจับอีก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่นายโจจะให้ น.ส.อัฉริยา กู้เงินอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่ น.ส.ลัลลา ออกมาบอกว่า ตนนั้นส่งลูกน้องไปทวงหนี้และมีการข่มขู่ทำร้ายร่างกาย เรื่องนี้ก็ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เพราะแฟนของ น.ส.ลัลลา เป็นเพื่อนสนิทของนายโจ ตนจะกล้าไปทำร้ายแฟนของเพื่อนสนิทได้ยังไง และตอนนี้ก็ได้มีการพูดคุยกับแฟนของ น.ส.ลัลลา เรียบร้อยแล้ว โดยแฟนของ น.ส.ลัลลา ขอเวลาจนถึงวันที่ 14 ก.ย.66 เพื่อที่จะหาเงินมาคืนให้จำนวน 50,000 บาท โดยนายโจก็ยินดีหากวันที่ 14 ก.ย.66 นี้ เขานำเงินมาคืนตามที่รับปาก นายโจก็จะคิดแค่เงินต้น 50,000 บาท และจะไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะตนเองก็อยากจบปัญหานี้เสียที

เพื่อนทรยศทิ้งหนี้ให้ เจอแก๊งกันน็อกจับลูกทุ่ม ก๊วนเก็บดอกแฉตืบไม่ผิดตัว